s i a m . t o / n i c e g u y

 

เกย์ - ตุ๊ด ในแง่จิตวิทยา

ถ้าถามว่า ทำไมการรักร่วมเพศจึงถูกเรียกว่าเป็น"ปัญหา"   คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะเมื่อก่อนคนทั่วไปในสังคมต่างก็ไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร และคนที่เป็นเองก็ยังมีความคิดรู้สึกอับอายขายหน้าเป็นปมด้อยที่ตัวเองต้องเป็นอย่างนี้   รวมทั้งศาสนาทุกศาสนาหรือลัทธิความเชื่อแทบทุกลัทธิต่างก็ระบุพฤติกรรมลักษณะนี้ไว้ว่าเป็น ความผิดปกติ ถือว่า เป็นบาป หรือเป็นผลกรรมที่ติดตัวมา

 ในทางแพทย์หรือจิตเวชสากล แต่ก่อนก็จัดบุคคลที่กระทำรักร่วมเพศอยู่ในหมวดของโรคประสาทบุคลิกภาพแปรปรวนกัน ถือเป็นโรคที่ค่อนข้างจะร้ายแรงประเภทหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับถือว่า "เป็นความเบี่ยงเบนทางเพศ" เท่านั้น ไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่อย่างใดอีกแล้ว เรียกว่า รสนิยมทางเพศ ต่างกับคนทั่วไป ก็เท่านั้นเอง

แต่ที่ยังเป้นปัญหารุนแรงอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็เพราะ ผู้ที่เป็น พ่อ-แม่ของคนที่เป็นนั้นยังยอมรับกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะถือ่ามันเป็นสิ่งผิดปกติเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและที่ร้ายที่สุดคือ ทำให้ไม่มีการต่อตระกูลกันอีก แต่ลูกที่เป็นนั้นไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรหรือเดือดร้อนใคร หรือว่ามันเรื่องอะไรที่ต้องไปทำตามคนอื่นเขา ในเมื่อตัวเราเองเกิดมาแล้วมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ก็จะเป็นตัวของตัวเองอย่างนี้แหละ !

จริงแล้ว ไม่มีมีใครที่อยากจะเกิดมาเป็นคนรักร่วมเพศ และก็ไม่มีพ่อแม่คนไหนในโลกนี้ที่จะภาวนาอยากมีลูกออกมาเป็นเกย์ เป็นตุ๊ด

เรื่องของรักร่วมเพศนั้นมิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หรือเพียงแค่ในประเทศบางประเทศเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่จะมีการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์กันเสียอีก และในพฤติกรรมของรักร่วมเพศนี้ก็ยังสามารถแยกแยะความต่างกันของอาการตัวมันเองได้ไม่น้อยกว่าร้อยลักษณะอย่างอาการ เรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญการรักษาอาการหรือพฤติกรรมนี้ก็ยัง มึน เลย

คำว่า รักร่วมเพศ นั้นเป็นศัพท์ทางวิชาการ ซึ่งแปลมาจาก Homosexual หมายถึง บุคคลที่มีความรู้สึกทางเพศ และมีพฤติกรรมที่ต้องการมีสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลที่เป็นเพศเดียวกัน อาจเป็นเพศชายต่อเพศชาย หรือเพศหญิงต่อเพศหญิงก็ได้ แต่คนไทยชอบเรียกสั้นๆว่า โฮโม 

ต่อมาคำว่า โฮโม กลับกลายเป็นคำที่ใช้เรียกเฉพาะผู้ที่เป็นเพศชายที่เป็นรักร่วมเพศกันเท่านั้น อาจเป็นไปได้ว่า เพราะคนที่รักร่วมเพศส่วนใหญ่มัาเป็นกัผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 - 6 เท่าตัว

ส่วนชาวบ้านทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติมักไม่ชอบเรียกอะไรตามทางการเขาอยู่แล้ว ก็เลยเรียกว่าพวก กระเทย ซึ่งเป็นการเรียกแบบเชิงรังเกียจเหยียดหยาม หรือพวกฝรั่งเรียกศัพท์แสลงว่า half and half ที่แปลว่า ครึ่ง ครึ่ง คือ ครึ่งชายครึ่งหญิ่ง ไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น 

คนที่เป็นรักร่วมเพศจึงไม่พอใจไม่ชอบให้ใครมาเรียกตนว่า เป็นกระเทย เป็นโฮโม หรือ half half   ก็เลยบัญญัติศัพท์เรียกตัวเองให้โก้หรูกันไปเลยว่า เป็นเกย์ หรือ ชาวเกย์  ซึ่งมาจากศัพท์อังกฤษว่า Gay ความหมายก็คือ สนุกสนา สดชื่น ร่าเริง แจ่มใส มีชีวิตชีวา หรือสดใสมีพลัง เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนปมด้อยของตัวเองที่มีมาช้านานและมุ่งมั่นที่จะสร้างปมเด่นขึ้นแทนที่ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งมักต้องประสบกับความทุกข์ ขมขื่น โดดเดี่ยว ว้าเหว่ และถูกสังคมรังเกียจเหยียดหยาม ก็เลยถือโอกาสประกาศให้คนทั่วไปในสังคมรับรู้พฤติกรรมของพวกเขาให้ชัดเจนไปเลยว่า ถ้าพฤติกรรมของเเขาขณะมีเพศสัมพันธ์กันเป็นลักษณะของการเป็นฝ่ายกระทำให้อีกฝ่ายมากกว่า(คล้ายบทบาทของผู้ชายที่เป็นฝ่ายรุกผู้หญิง) ก็เรียกว่า เกย์คิง   แต่ถ้าชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่า (คือรู้สึกตัวเองเหมือนผู้หญิงทั่วไป) ก็เรียกแยกออกไปเลยว่าเป็น เกย์ควีน และถ้าหากเป็นแบบผสม คือชอบทั้งเป็นฝ่ายรุกบ้างเป็นฝ่ายรับบ้างก็สลับกัน ก็เรียกว่า เกย์ เฉยๆ

เกย์คิงย์ และเกย์ จึงมักไม่แสดงตัวออกท่าทางกระตุ้งกระติ้งหรือการแต่งตัวที่ค่อนไปทางผู้หญิง รวมทั้งมักไม่เปิดเผยความรู้สึกรักร่วมเพศให้คนทั่วไปได้รับรู้ ชาวบ้านจึงมักดูกันไม่ค่อยออกนึกกันไม่ค่อยถึง เพราะลักษณะท่าทางทั่วไปภายนอกของเกย์นั้นก็คือผู้ชายธรรมดาๆนี่เอง อาจแต่งตัวฉูดฉาดกว่า ทันสมัยกว่าหรือเรียบร้อยกว่า ก็เท่านั้นเอง และเกือบครึ่งหนึ่งของเกย์คิงก็สามารถมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิงกันได้ แต่งงานมีครอบครัวกันได้ แต่ส่วนลึกของความรู้สึกภายในนั้นยังรักชอบเพศเดียวกันมากกว่า เพียงแต่มีเคล็ดลับเฉพาะในการสามารถร่วมเพศกับผู้หญิงทั้งที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ได้เท่านั้น   ก็เลยรอดพ้นจากการถูกสงสัย นอกจากพวกเกย์ด้วยกันเท่านั้นที่มองหน้ากันก็พอดูกันออกรู้กันเอง   ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะพวกเขามีญาณพิเศษหรือประสาทที่6 ที่สามารถรับรู้กันได้ตามที่ยังเข้าใจผิดๆ ในหมู่เกย์นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะพวกเขาสามารถสังเกตุพฤติกรรมปลีกย่อยต่างๆที่แสดงออกถึงความต้องการจะหาคนแปลกหน้าแต่ใจเหมือนกันไปเป็นเพื่อนคู่นอนซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ..และมักไม่ค่อยพลาด เพราะคนที่ไม่เป็นเกย์นั้นก็มักมัวแต่มองหน้ามองตาผู้หญิงแทนการมองหน้าสบตากับผู้ชายด้วยกันเอง นั่นเอง

สำหรับ ตุ๊ด นั้นมาจากคำว่า ตุ๊ดซี่ ซึ่งเป็นชื่อของตัวแสดงเอกตัวเด่นในภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ดาราเจ้าบทบาทเล่นปลอมตัวเป็นผู้หญิงในเนื้อเรื่อง เลยต้องแต่งหน้าแต่งตัวแต่งผม ตลอดจนแสดงกิริยาท่าทางเป็นผู้หญิงที่เด่นชัด วัยรุ่นไทยเลยเรียกคำนี้กับผู้ชายที่ชอบทำหน้าตาทำมือทำแขนกระตุ้งกระติ้ง กระชดกระช้อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง การแต่งหน้าแต่งตัวที่ค่อนไปทางผู้หญิง ซึ่งมักแสดงออกมากกว่าผู้หญิงแท้กันเสียอีก ทั้งนี้เพราะจงใจจะทำเพื่อต้องการเด่นเป็นจุดเรียกร้องความสนใจจากคนทั่วไปอยู่แล้ว   จึงเป็นพวกที่ไม่แคร์สายตาหรือปากคำของชาวบ้านหน้าไหนๆทั้งสิ้น เรียกว่า ภูมิใจเต็มที่แล้วที่ได้แสดงตัวเป็นผู้หญิงให้คนอื่นได้รับรู้กัน ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าแต่อย่างไร และก็ไม่มีการเปลี่ยนใจที่คิดอยากจะกลับไปเป็นผู้ชายใดๆทั้งสิ้น

ตุ๊ต จึงจัดอยู่ในพวก เกย์ควีน เพียงแต่แสดงตัวเปิดเผยแจ่มแจ้งว่าเหมือนพวกลักเพศ บทบาทพฤติกรรมทางเพศ จึงเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำ และไม่สามารถหรือแม้แต่จะลองคิดพยายามร่วมเพศกับผู้หญิงกันสักครั้ง

แปลกอย่างหนึ่ง พวกเกย์มักไม่ชอบหรือทนดูแทบไม่ได้ต่อพฤติกรรมของพวกตุ๊ดมากกว่าผู้ที่เป็นชายจริงหญิงแท้เสียอีก 

 สำหรับ ลักเพศ นั้นมาจากคำว่า Transvestism มักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในช่วงวัยรุ่น โดยมีความผิดปกติชั่วคราวในเรื่องการแต่งตัวเป็นแบบเพศตรงข้ามกัน คือ เป็นผู้ชายแต่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง โดยเอากระโปรงมาใส่บ้าง เอาายกทรงมาสวมบ้าง เขียนคิ้ว ทาหน้าทาตา ทาลิปติก ใส่น้ำหอม โกนขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง หรือเป็นผู้หญิงแต่ชอบเอาเครื่องแต่งกายผู้ชายมาสวมใส่ แล้วก็ยืนมองชมตนเองอยู่หน้ากระจก เพราะจะเกิดความรู้สึกตื่นเต้น มีอารมณ์ทางเพศที่ได้เห็นภาพตัวเองเป็นอีกเพศหนึ่ง แล้วมีรูปร่างที่มีเสน่ห์ยั่วยวน สวยหล่อกันอย่างไร   เรียกว่าเป็นภาวะหลงตนเองช่วงขณะหนึ่งหรือหลงเพศตรงข้ามที่เขาหรือเธอจินตนาการเอาไว้

 ลักเพศส่วนใหญ่แล้วจึงไม่ใช่พวกรักร่วมเพศ   ไม่ถึงกับต้องการมีเพศสัมพันธ์อะไรกับเพศเดียวกัน ไม่ต้องการเปลี่ยนเพศ เพียงแค่ต้องการเกิดความรู้สึกสนุกสนาภาคภูมิใจในขณะที่แต่งตัวเป็นอีกเพศหนึ่งในอารมณ์ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น   ส่วนใหญ่แล้วก็จะเลิกพฤติกรรมนี้ไปได้เอง ถ้าค่านิยมในสังคมนั้นไม่ยอมรับ หรือไม่มีตัวอย่างให้เลียนจนเริ่มกลายเป็นความรู้สึกชื่นชมและเป็นความรู้สึกอิสระจอมปลอมขึ้นมา หรือผู้เป็นพ่อแม่ ผู้ใหญ่ไม่คอยไปพูดชมหรือล้อเลียนหรือดุด่าย้ำตอกแต่เรื่องนี้กันบ่อยๆ   พวกลักเพศก็จะวกกลับมาสู่พัฒนาการเป็นชายจริงหญิงแท้ตามปกติต่อไปกันได้ โดยไม่ต้องรับการบำบัดรักษาแต่อย่างไร

สาเหตุของรักร่วมเพศ   : โดยทั่วไปมนุษย์เรานั้นเกิดมาก็มีความรู้สึกนึกคิดตอลดจนเรื่องอารมณ์ทางเพศเป็นพื้นฐานของความต้องการทางร่างกายและด้านจิตใจอยู่แล้วทุกคน ต่างกันก็ตรงที่ว่าใครจะมีมากมีน้อยกว่า หรือรู้เร็วรู้ช้ากว่า หรือถูกกระตุ้นได้ง่ายกว่ายากกว่ากันเท่านั้น    และเพราะอารมณ์ทางเพศนั้นเกิดมาจากระบวนการทางสรีรกาย การระบายอารมณ์ทางเพศจึงเป็นความต้องการของร่างกายเหมือนกับความต้องการอาหาร น้ำดื่ม หรือความอบอุ่น ความปลอดภัย มิใช่เรื่องราวของความต้องการทางด้านจิตใจหรือทางด้านสังคมแต่อย่างไร เพียงแต่เรื่องเพศนั้นมันเหมือนสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง คือ เมื่อได้เสพแล้วก็มักเกิดติดได้ที่เรียกว่า ติดใจ ก็เลยกลายเป็นเรื่องของติดใจไป

เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เป็นลักษณะคล้ายกับการมีอามรณ์ทางเพศเป็นทุกเดิมอยู่แล้ว เมื่อถูกสิ่งเร้าใดกระตุ้นขึ้นมา อารมณ์นั้นก็เลยเริ่มเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นนั้น เช่น เกิดมาเป็นรูปร่างชาย แต่ถูกผู้ชายอื่นมากระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้เกิดบ่อยๆจนเป็นภาวะประทับสัมพันธ์กับความรู้สึกนึกคิดและกระบวนการสรีรกายที่แปรรูปออกมาเป็นการกระทำในสถานการณ์นั้นพอดี

 ต่อมาเมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นก็เริ่มเกิดความนึกคิด ความรู้สึกและอยากกระทำกับเพศเดียวกันอีก ดังที่เคยมีประสบการณ์มาแล้ว นั่นเอง ถ้าไม่มีสิ่งใดมาปะทะให้เกิดการวางเงื่อนไขกลับ หรือการเรียนรู้ใหม่กับ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากภาวะเงื่อนไขนี้ก็จะค่อยๆเพาะเป็นนิสัยติดตัวจนกลายเป็นคนรักร่วมเพศกันไปในที่สุด

สาเหตุของการเกิดการรักร่วมเพศนั้นจึงคือ สิ่งกระตุ้นจากแวดล้อมภายนอกมาเร้าอารมณ์ทางเพศที่มีอยู่แล้วภายในจนเกิดเป็นภาวะเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นเงื่อนไขกันขึ้นมา

 สิ่งกระตุ้นที่ทำให้คนเราเกิดความเบี่ยงเบนทางเพศนั้นจึงมีมากมาย
ในที่นี้ขอแบ่งเป็นสามหมวดใหญ่ๆด้วยกันคือ
หนึ่ง-เริ่มจากการอบรมเลี้ยงดุและสัมพันธภาพในครอบครัว  
สอง-การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่โรงเรียน  
สาม-อิทธิพลของสภาวะสังคมที่กำหนดเงื่อนไขพฤติกรรมของคนเรากันขึ้นมา

ทางบ้าน :  ตัวกระตุ้นสาเหตุใหญ่ที่มักทำให้เด็กชายมีแนวโน้มเป็นรักร่วมเพศตั้งแต่แรกเลยก็มี ดังนี้

1) ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตร ความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของเด็กชายที่เอนเอียงไปทางแบบอย่างของผู้หญิงนั้นมักเกิดขึ้นเนื่องมาจากผู้เป็นมารดานั้นให้ความรักและความใกล้ชิดกับลูกชายตัวเองมากจนเกินไป เช่นมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยกันเพียงสองคนอยู่เสมอ นอนอยู่ติดกันบนเตียงเดียวกันจนโตเป็นวัยรุ่น คอยเอาใจใส่หรือให้ความสนิทสนมกันมากเกินไป เรียกว่า แม้แต่จะไปเลือกซื้อเสื้อผ้า ยกทรง กางเกงใน หรือสิ่งประดับต่างๆที่ผู้หญิงชอบกันก็ยังให้ลูกชายอยู่ใกล้ตัว จนทำให้ความรู้สึกนึกคิด เจตคติค่านิยม และลักษณะท่าทางของผู้เป็นผู้หญิงซึมซาบทะลักทะลวงเข้าไปในบุคลิกภาพของเด็กชายนั้น จนประทับเป็นเอกลักษณ์ความเป็นหญิงเข้าไปในจิตใจของเขาทีละเล็กทีละน้อยกันอย่างไม่รู้ตัว   โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในครอบครัวนันมีทั้งคุณย่า คุณยาย คุณน้า คุณอา หรือคนเลี้ยง คนรับใช้ที่เป็นผู้หญิงอยู่ร่วมกันมากมายในบ้านด้วยแล้ว เอกลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงที่มีอยู่ในจิตใจของรูปกายชายอยู่แล้ว ก็จะถูกกระตุ้นให้ปรากฎออกมากขึ้นทุกวันจนกลายเป็นพฤติกรรมผิดบทบาททางเพศกันไป ที่เราเรียกกันว่า ท่าทางกระตุ้งกระติ้ง นั่นเอง

2)  บุคลิกภาพของบิดาและความสัมพันธ์กับบุตร ส่วนใหญ่แล้ว เด็กเหล่านี้มักมีบิดาที่เป็นคนที่มีนิสัยแข็งแกร่ง แข็งกร้าว เผด็จการ หรือเป็นคนเด่นเกินไปในเด็กชายนั้นไม่สามารถจะลอกเลียนแบบตามอย่างกันได้ หรือในทางตรงข้ามก็มักเป็นบิดาที่มีนิสัยอ่อนแอ เงียบเฉย  แยกตัว ไม่มีบทบาทอะไรในบ้าน หรือความสัมพันธ์ผูกพันอะไรกับลูกชายในเชิงประทับใจ มักเป็นลักษณะค่อนข้างห่างเหินไม่ใกล้ชิดกัน อาจเป็นเพราะ บิดาไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับบ้าน หรือมักคิดว่าการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้นเป็นหน้าที่ของมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงปลีกตัวออกห่างหรืออาจเพราะบิดาเกิดตายหายจากกันไปเมื่อเด็กชายนั้นยังเล็กอยู่ หรือในอีกทางหนึ่งบิดาก็อาจเป็นคนเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจตัวเอง ดุร้าย โมโหง่าย ชอบข่มคนอื่นโดยเฉพาะต่อมารดา โดยไม่สนใจว่าเด็กจะมีความรู้สึกอย่างไร เด็กก็อาจมองภาพลักษณ์ของนิสัยบิดาค่อนข้างไปในแง่ลบ น่ากลัว เกิดเป็นความรู้สึกละอายใจ แทนที่จะเป็นความภาคภูมิใจ เด็กก็ไม่อยากเลียนแบบได้เช่นกัน   ..เอกลักษณ์ความเป็นชายที่อยู่ภายในก็เลยกบดานนิ่งไว้ไม่ผุดโผล่ออกมา นานเข้าก็จางลงกว่าอีกเพศหนึ่งกันไป

3) การคาดหวังของบิดามารดาที่อยากได้ลูกเป็นผู้หญิง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีลูกชายหลายคนแล้ว จึงอยากมีลูกสาวสักคน แต่เมื่อคลอดออกมาเป็นลูกชายอีก ก็เลยชดเชยความต้องการของตัวเองโดยการจับแต่งตัวลูกชายคนนี้ให้เหมือนผู้หญิงไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกชายนั้นเป็นคนหน้าตาดี รูปร่างหรือกิริยาท่าทางนุ่มนวลด้วยแล้ว ก็อาจยิ่งถูกแต่งให้เหมือนผู้หญิงมากขึ้น และบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า การแต่งตัว   เมื่อเกิดความพอใจขึ้นทั้งสองฝ่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เด็กชายก็อาจรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ในใจในบทบาทความเป็นผู้หญิงมากกว่ความเป็นชายเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และก็เริ่มค่อยๆแสดงท่าทางออกมาเรียกว่า เป็นลักษณะนิสัยเด็กเป็นคนมีพฤติกรรมผิดเพศกันไปโดยไม่รู้ตัว

4)  การรักลูกแบบลำเอียง   ส่วนใหญ่ก็มักเกิดขึ้นเนื่องจากพ่อแม่ที่ตนรักเกิดตามใจและรักเอาใจใส่ลูกสาว (พี่สาวหรือน้องสาวของตน) มากกว่าตน ก็อาจทำให้เด็กชายนั้นเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาอยู่ในใจ หลงคิดว่าถ้าตนทำตัวเป็นหญิงบ้าง พ่อ-แม่ก็คงจะรักเอาใจใส่ตนมากขึ้น เลยอาจประพฤติตัวแข่งกับผู้หญิงเพื่อเรียกร้องความรักความสนใจกัน หรือเป็นพฤติกรรมที่ต้องการต่อต้านบิดามารดาอีกรูปแบบหนึ่งในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้พ่อแม่เดือดร้อนกลุ้มใจ สมกับที่ทอดทิ้งปล่อยปละละเลยตน เรียกว่า รู้อะไรที่พ่อแม่เกลียดไม่ชอบก็จะยิ่งทำ

5) ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง   ในการพัฒนาเอกลักษของเด็กด้านนั้นก็คือ การไม่อยากเหมือนอีกคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าพี่เป็นคนที่สนใจเอาแต่เรียนไม่ค่อยมีเพื่อน น้องก็จะปฏิบัติตนในทางตรงข้าม คือไม่สนใจเรียนแต่มีเพื่อนมาก เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดมีพี่ชายหรือพี่สาวที่มีนิสัยคล้ายผู้ชายที่ชอบทำตัวเป็นคนแข็งแกร่งเป็นผู้ปกป้องทุกอย่างให้ เด็กชายซึ่งเป็นน้องก็อาจทำตัวเองให้มีนิสัยเหมือนผู้หญิงเป็นคนอ่อนแอ เรียบร้อยสุภาพ ต้องการให้ปกป้อง เพราะไม่ต้องการเหมือนพี่ที่มีลักษณะที่ตนไม่ชอบหรือเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการทำให้เอกลักษณ์ของตนเองด้อยลงไปนั่นเอง

ทางโรงเรียน :   สิ่งกระตุ้นสาเหตุใหญ่ของทางโรงเรียนที่เร่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกมีแนวโน้มเป็นคนรักร่วมเพศมากยิ่งขึ้นนั้นมักมีดังนี้ 

1) การขาดแบบอย่างของบุคลิกภาพผู้ชาย ในโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ของเมืองไทยเรานั้นักมีแต่ครูที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะครูผู้หญิงที่มักสนใจรัก เอาใจใส่ต่อเด็กค่อนข้างดี และถ้ายิ่งเป็นครูสาวที่มีหน้าตาดีเรือนร่างเด่นด้วยแล้ว เด็กผู้ชายที่หาแบบอย่างความเป็นชายจากทางบ้านไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมาอยู่โรงเรียนก็ไม่มีแบบอย่างความเป็นชายจากครูผู้สอนอีก ก็จึงได้แต่จำแบบอย่างบุคลิกภาพจากของความเป็นหญิงเพิ่มมากขึ้นไปอีกในช่วงเด็กเล็กนี้กันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์   ครูผู้ชายที่มีอยู่บ้างตามโรงเรียนก็มักเป็นครูสอนพละ ซึ่งก็มักเป็นคนไม่หล่อตัวดำปิ๊ดปี๊เด็กก็ไม่อยากเลียนแบบอีก

2) เกิดจากการล้อเลียนจากเพื่อนหรือครูในโรงเรียน   ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะเด็กชายคนนั้นมีหน้าตาดี หรือท่าทางอ้อนแอ้น เลยถูกล้อเลียนว่าเป็นกระเทย เมื่อถูกล้อเลียนบ่อยเข้า เด็กชายก็อาจเกิดความรู้สึกสับสนว่าตนเองเป็นกระเทยจริง จึงเป็นลักษณะถูกคนอื่นกระตุ้นให้เกิดการย้ำคิดย้ำความรู้สึก จนกลายเป็นความไม่แน่ใจสงสัยในตัวเอง ถึงขั้นขาดความเชื่อมั่นในด้านเอาลักษณ์บทบาททางเพศมากขึ้นกันได้

3) ระบบการศึกษาของโรงเรียน   โรงเรียนที่มีแต่นักเรียนชายล้วนจะเกิดโอกาสให้เด็กชายที่อ่อนแอถูกกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงมากกว่าโรงเรียนที่เป็นสหศึกษา เพราะในแง่จิตวิทยานั้นอธิบายได้ว่า เมื่อคนสองคนต้องมาอยู่ร่วมกัน คนหนึ่งพยายามทำตัวเป็นผู้นำและอีกคนหนึ่งก็ต้องทำตัวเป็นผู้ตามอย่างจำเป็น    ...ในโรงเรียนชายล้วนเด็กชายที่สุภาพอ่อนโยนหรืออ่อนแอกว่า โดยเฉพาะยิ่งมีหน้าตาละเมียดลมัยไปทางผู้หญิงด้วยแล้ว ก็อาจต้องทำท่าทำทางเป็นลักษณะผู้หญิงกันไปต้องทำตัวเองเป็นฝ่ายอ่อนแอกว่าเพื่อให้เพื่อนชายที่แข็งแรงกว่าเป็นฝ่ายปกป้อง เมื่อยิ่งถูกล้อเลียนหรือถูกชมเชยก็ยิ่งอาจเกิดความพึงพอใจในบทบาทนี้มากขึ้นก็ได้   แต่ในโรงเรียนสหศึกษานั้นมีนักเรียนหญิงซึ่งแสดงตัวเป็นฝ่ายเรียบร้อย อ่อนแอให้อยู่แล้ว ก็จะผลักดันให้เด็กชายที่อ่อนแอทั้งทางใจและทางกายต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็งขึ้นหรือต้องทำตัวให้เป็นผู้ชายกันมากขึ้นถ้าไม่อยากให้ผู้หญิงเธอล้อเลียนหรือปรามาสว่าอ่อนแอกว่า

4) ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน   ถ้าเด็กชายที่มีแนวโน้มคล้ายเป็นผู้หญิงตั้งแต่อยู่ที่บ้าน เมื่อเข้าโรงเรียนก็มักอยากจะอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว ถ้าเด็กหญิงยอมรับเข้าอยู่ในกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะเด็กชายคนนี้ถูกปฏิเสธหรือมักถูกรังแกจากกลุ่มเพื่อนผู้ชายด้วยกันเป็นลักษณะถูกซ้ำเติมให้เกิดเกรงกลัวผู้ชายกันมากขึ้นไปอีก เมื่อกิจกรรมอะไรบางอย่างที่โรงเรียนให้ทำก็เลยมักชอบทำร่วมกับผู้หญิงกันมากกว่า   นานเข้า ก็จะยิ่งมีนิสัยผู้หญิงกันมากขึ้น

5) การจัดกิจกรรมของทางโรงเรียน   ครูบางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์เมื่อเห็นเด็กผู้ชายที่หน้าตาดี น่ารัก ก็จัดให้เด็กชายนั้นแต่งตัวแสดงเป็นบทผู้หญิง เมื่อมีการจัดการแสดงละครหรือการแสดงต่างๆบนเวทีกัน โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีผู้ชายล้วน บางแห่งถึงกับมีการจัดประกวดเทพีชายประเภทสอง เทพีจำแลงกัน หรือให้แต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรือเป็นคนเด่นคนดังกันต่างๆ เป็นต้น   เด็กชายซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจเมื่อปฏิบัติตัวเป็นผู้ชาย แต่เมื่อปฏิบัติตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางเป็นผู้หญิงกับมีแต่คนสนใจชื่นชม ก็อาจเกิดความภาคภูมิใจ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า เป็นความรู้สึกเด่น เลยเริ่มออกแสดงตัวอย่างโจ่งครึ่มกันสะบัดก้นกันไปเลย สุดท้ายก็ติดเป็นนิสัย ก็ไม่อยากเป็นผู้ชายหรือแสดงท่าทางเป็นผู้ชายอีกต่อไป

6) การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน   โรงเรียนหลายโรงเรียนก็มีบางหลักสูตรที่บังคับให้เด็กชายต้องเรียนเย็บปักถักร้อยหรือกิจกรรมซึ่งในสังคมไทยยังถือว่าเป็นบทบาทของผู้หญิงกันอยู่ เมื่อเด็กชายที่มีแนวโน้มอยากเลียนแบบเหมือนแม่ตั้งแต่อยุ่ที่บ้านกันแล้วได้มีโอกาสเรียนแล้วยิ่งเกิดความรู้สึกชอบพอใจเกิดเป็นความถนัดและภาคภูมิใจ ก็อาจยิ่งเกิดความสับสนใจเอกลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น รวมทั้งด้านการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละเพศพึงกระทำกัน เป็นต้น

7) การอยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มเป็นรักร่วมเพศด้วยกัน   เพราะการที่ไม่สามารถเข้าอยู่ในกลุ่มผู้ชายที่คอยปฏิเสธคอยแต่รังแกเขาได้ ก็เลยต้องไปอยู่กับกลุ่มผู้หญิงหรือไม่ก็ไปจับกลุ่มกับคนที่มีลักษณะนิสัยคล้ายกัน เลยยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกเบี่ยงเบนทางเพศกันได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นวัยที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการของการคล้อยตามกลุ่มเพื่อนอยู่แล้ว   .. บุคลิกภาพของเด็กในช่วงนี้จึงขึ้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยกัน   เมื่อมารวมกลุ่มกันเป็นลักษณะของกลุ่มสังคมย่อยที่แปลกออกไปความสนุกสนานก็ยิ่งเกิดมากขึ้นกลายเป็นจุดเด่นกันไป การแสดงตัวกันแปลกๆ แบบผิดเพศแปลกกว่าคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นก็จะยิ่งกระทำกันอย่างเปิดเผยกันมากขึ้น

ทางสังคม   :   สิ่งกระตุ้นสาเหตุใหญ่ทางสังคม มีดังนี้

1) แบบอย่างเพศที่สามผ่านทางด้านสื่อมวลชน คือ เมื่อคนแสดงเป็นผู้ชายแต่แสดงท่าแสดงทางดัดจริตเหมือนผู้หญิง โดยเฉพาะการแสดงลักษณะนี้ทางโทรทัศน์ ทางภาพยนตร์ บนเวทีการแสดง หรือเป็นรูปภาพในนิตยสาร หนังสือต่างๆ ซึ่งก็มักต้องการทำให้คนรู้สึกชอบอกชอบใจสนุกสนานอยู่แล้ว จึงกลายเป็นการสร้างความสนใจประทับใจให้แก่พวกเขาไปในทางลักษณะเด่นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ .. เด็กชายที่ขาดแบบอย่างผู้ชายจากผู้เป็นบิดาที่บ้านและผู้เป็นครูผู้ชายที่โรงเรียนมาก่อน ก็อาจเลือกแบบคนแสดงชายท่าทางกระตุ้งกระติ้งขึ้นมาเป็นแบบอย่างของตนเองกัน เพราะความที่มีแนวโน้มอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะถ้าคนแสดงนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีคนชื่นชมมากและประสบความสำเร็จในชีวิตด้านการงานที่เขาทำอยู่ เช่น เป็นคนแสดงเก่งร้องเพลงเก่ง พูดเก่ง หรือเป็นคนมีความสามารถเฉพาะทางใดทางหนึ่งเก่ง   .. เด็กก็ยิ่งเกิดการจำแบบอย่างได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังแสวงหาเอกลักษณ์ตัวเองทั้งทางด้านอาชีพการงานและการดำเนินชีวิตส่วนตัวกันอยู่ เป็นลักษณะเดินตามรอยคนเด่น นั่นเอง  .. และยิ่งถ้าเป็นคนที่เป็นอยู่แล้วต้องการเปิดเผยแสดงตัวเองเพื่อหาคนอื่นเป็นแนวร่วมกันมากขึ้น จึงยิ่งต้องพยายามสร้างพฤติกรรมให้เด่นเป็นลักษณะเฉพาะของคนประเภทนี้กันไป เพื่อต่อต้านสังคมที่ประณามพวกเขาว่ามีพฤติกรรเบี่ยงเบนหรือผิดปกติ เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกรังเกียจหรือถูกปฏิเสธกันอีก พฤติกรรมรักร่วมเพศก็จะระบาดเร็วและมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องไปคอยคุมพฤติกรรมที่คนอื่นในสังคมต้องการกันอีก

2) เกิดประสบการณ์รักร่วมเพศกันมาก่อน   ส่วนใหญ่แล้วอาจเป็นเพียงแค่เปิดอวัยวะเพศให้ดูกันหรือสำเร็จความใคร่ให้กัน เพราะวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้านเพศของเด็กเหล่านี้มักจะเร็วและมีมากกว่เด็กทั่วไป จึงอยากรู้อยากลองเรื่องเพศตั้งแต่ยังเด็ก ก็เลยอาจเกิดความพึงพอใจติดใจขึ้นมาได้ เมื่อได้ลองกับเพื่อนเพศเดียวกัน .. เพราะเรื่องเพศนั้นเปรียบเหมือนสิ่งเสพติด ลองได้ลองแล้วก็มักติดตาติดใจ อยากทำอีก หรืออาจเพราะเกิดจากถูกผู้ใหญ่กระทำการรักร่วมเพศ โดยให้ทั้งความอบอุ่น หรือสิ่งของที่ถูกใจต่างๆ ที่เด็กอยากได้ เมื่อเกิดได้บ่อยๆ เด็กก็อาจเกิดความรู้สึกฝังใจ เพราะเกิดความรู้สึกสุขทั้งด้านจิตใจที่ได้รับความสนใจ   และวัตถุสิ่งของที่ตนอยากได้   .. การรักร่วมเพศเลยกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นเร้าใจขึ้นมาโดยไม่ต้องคอยไปควบคุมอะไรกันอีก

3) เกิดจากค่านิยมทางสังคมที่ไม่เหมาะสม   ตัวอย่างเช่น ค่านิยมที่เชื่อว่าการเป็นผู้ชายนั้นต้องเป็นคนแข็งแกร่ง แข็งแรง ต้องชอบเล่นกีฬา พูดจาโผงผาง หยาบคาย ก้าวร้าว เกเร ต้องชกต่อยกัน เล่นกันเจ็บๆ จนถึงขั้นต้องสูบบุหรี่ กินเหล้าเที่ยวผู้หญิงเป็น .. ถ้าเด็กชายคนนั้นมีเอกลักษณ์สับสนอยู่แล้ว และไม่รู้สึกอยากเป็นคนที่มีลักษณะนัสัยดังกล่าวนี้ได้ เลยยิ่งเกิดสับสนได้ว่าตนเองคนเป็นผู้หญิงมากกกว่า เพราะนิสัยตัวเองนั้นเป็นคนสุภาพอ่อนโยนสำรวมเรียบร้อย อาจเป็นคนไม่ชอบเล่นกีฬาหรือความรุ่นแรงต่างๆ อ่อนแอเหมือนผู้หญิงทั่วไป จึงอาจเกิดอาการย้ำคิดสับสนอยู่ในใจ เมื่อเกิดถูกเพื่อนเพศเดียวกันกระตุ้นอารมณ์ทางเพศขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือพวกที่มีนิสัยลักษณะคล้ายกันชวนเข้าเป็นกลุ่มก็เลยฝังใจเกิดความรู้สึกชอบขึ้นมาได้

4) เกิดจากการเปลี่ยนบทบาทของผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน   ในปัจจุบันนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกล้าแสดงออกกันมากขึ้น ทั้งการพูดจาและการวางตัวโดยเฉพาะเวลาอยู่กับผู้ชาย ซึ่งไม่ใช่เป็นลักษณะขี้อายอ่อนแอเป็นฝ่ายรับกันอย่างเดียวเหมือนผู้หญิงสมัยก่อน ผู้ชายที่มีเอกลักษณะไม่ดีขาดความเชื่อมั่นในตัวเองอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเกิดความไม่เชื่อมั่นในบทบาทความเป็นชายมากขึ้นไปอีก .. เมื่อเกิดมีผู้ชายอื่นมากระตุ้นเป็นฝ่ายรุก ตัวเองเป็นฝ่ายรับแล้วรู้สึกสบายใจกว่าการต้องทำตัวเป็นฝ่ายรุกผู้เป็นหญิง ก็อาจเกิดความพอใจที่จะเป็นฝ่ายรองรับต่อไปได้ โดยเฉพาะผู้หญิงไม่น้อยในสมัยนี้ที่หาความสวยไม่ค่อยพบแล้ว ยังทำตัวอย่างไม่มีความน่ารักกันอีกด้วย ..ผู้ชายที่มีเอกลักษณ์สับสนอยู่แล้วเลยยิ่งหมดอารมณ์ทางเพศกัน ในขณะเดียวกันผู้ชายสมัยนี้กลับแต่งหน้าแต่งตัวอย่างยั่วยวนกันมากขึ้น เกย์ก็เลยเพิ่มทวีกันดั่งที่เห็น

5) เกิดจากระบบสังคม-เศรษฐกิจ   สังคมไทยในปัจจุบันเป็นลักษณะกึ่งทุนนิยม เรื่องรักร่วมเพศก็เลยกลายเป็นธุรกิจการค้าชนิดหนึ่งกันแล้ว จึงมีการผลิตหนังสือทั้งด้านการเขียน และรูปภาพการแสดงบนเวที การแสดงทางโทรทัศน์ วีซีดี และในภาพยนตร์ด้านรักร่วมเพศกันมากขึ้น ตลอดจนสถานที่บันเทิงมากมายที่ต้องการสร้างความเร้าใจการบริการพิเศษให้แก่ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นรักร่วมเพศ เช่น บาร์เกย์ คอกเทลเลานจ์ เธค ผับ ซาวด์น่า หรือสถานที่บริหารกายให้แก่กลุ่มนี้โดยเฉพาะกัน เป็นต้น .. เมื่อสังคมเปิดโอกาสให้คนรักร่วมเพศได้เปิดเผยตัว กล้าแสดงตัวกันมากขึ้น ไม่ต้องมีความรู้สึกละอายใจหรือต้องคอยปกปิดควบคุมตัวเองอะไรกันอีก แนวโน้มที่จะเป็นรักร่วมเพศอยู่แล้วก็เลยเป็นกันเต็มตัวกัน ได้เลย

6) เกิดจากผลของลัทธิต้องการเป็นคนเด่น ในสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่ต้องมีชีวิตอยู่ในโลกของการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกัน บางคนก็มุ่งไปเรียนเก่ง บ้างก็มุ่งไปเก่งด้านกีฬาหรือด้านการคบเพื่อน ด้านกิจกรรม ด้านตรี หรือด้านอื่นๆมากมาย ..พวกที่มีแนวโน้มจะเป็นรักร่วมเพศ เมื่อเลือกเก่งที่สังคมยอมรับกันไม่ค่อยได้ ก็จึงมุ่งไปสู่การทำงาน การแสดงตัวกระชดกระช้อย การเอาอกเอาใจคนอื่นเก่ง หรือการทำอะไรแปลกๆ ในลักษณะเป็นชายจริงก็ไม่ใช่หญิงแท้ก็ไม่เชิง หรือการกระทำอะไรก็ได้ แล้วสามารถชนะใจคนอื่นกันได้หรือเป็นที่สนใจจากผู้อื่นจนเป็นคนเด่นกันได้ในสังคม ก็จะยิ่งเกิดความพอใจในบทบาทนี้กันมากขึ้น เช่น การแต่งหน้าแต่งตัว การแสดงละคร การแสดงลิปซิง การแสดงเป็นตลกขบขัน การพูดจาเหน็บแนมคนเก่ง หรือการเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดู เป็นต้น .. แสดงตัวบ่อยๆเข้าเพราะคนทั่วไปก็ไปให้ความสนใจโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถึงผลที่จะตามมา ก็เลยติดเป็นนิสัย ไม่นึกอยากกลับไปเป็นผู้ชายที่ธรรมดาๆใครๆก็เป็นกันได้อีก ซึ่งก็ไม่มีทั้งความแปลกแหวกแนว และก็ไม่มีอะไรเด่นดังเป็นพิเศษว่าคนทั่วไปนั่นเอง เรียกว่าสมัยนี้ถ้าไม่มีอะไรเด่นดังแล้ว ก็รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่าที่จะอยู่ต่อไปกันทำไมอีก ก็เลยเล่นจำอวดกันคนละทิศละทางกันไป บ้างจึงแต่งตัวกันแปลกๆบ้างก็กระทำอะไรกันพิศดารวิตถาร หรือ ฯลฯ ต่างๆ เพื่อเพียงให้คนตามมาดู หรือ ได้เป็นข่าว ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือได้ปรากฎตัวทางโทรทัศน์ บนเวทีกัน เป็นต้น .. คนรักร่วมเพศจึงเป็นผลพวงของลัทธิยกคนเด่นที่เรากำลังถูกล้างสมองกันอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ .

ผลดีผลเสียของการเป็นรักร่วมเพศ

เรื่องของรักร่วมเพศนั้น ผลดีมีน้อยมากยิ่งถ้าเทียบกับผลเสียแล้วผลดีก็อาจเนื่องมาจากการต้องพยายามข่มปมด้อยตัวเองนี้ด้วยการมุมานะ สร้างอะไรที่ดีงามหรือแปลกใหม่ขึ้นมาเพื่อมาเป็นปมเด่นชดเชยกันไป จึงมักจะเป็นคนที่มีแรงจูงใจสูง ขยันอดทน รวมทั้งการพยายามต้องฝึกนิสัยให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมกันได้ และเป็นที่ยอมรับในความเป็นคนของตนกัน .. อย่างน้อยก็ให้คนยอมรับว่าเกย์ก็ยังดีกว่าเกเรก็ยังดี ? .. คนที่เป็นรักร่วมเพศส่วนใหญ่จึงมักหันไปเอาดีในด้านการโชว์แสดงหรือด้านศิลปะแขนงต่างๆซึ่งก็มักจะประสบความสำเร็จทำได้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องมาจากมักจะเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ความรู้สึกไว และละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนอื่นอยู่แล้ว งานที่ทำได้ดีก็มีอาทิเช่น เป็นนักแสดง ศิลปิน วาดภาพ แต่งหน้าทำผม เป็นกุ๊กชอบทำอาหารที่แปลกๆ ชอบดีไซน์ อะไรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับจัดประดับประดาความสวยงามต่างๆ .. แต่ผลงานแต่ละผลงานจะออกมาดีเด่นอย่างไร ก็มักเป็นความภาคภูมิใจเพียงช่วงสั้นแล้วก็ทุกข์อีก เพราะต้องคอยแข่งกับเพศเดียวกัน แข่งกับพวกรักร่วมเพศด้วยกันแล้วก็ยังต้องแข่งกับตัวเองเกือบตลอดเวลาอีกด้วย เรียกว่า มีความกดดันรอบตัว ทำอะไรทีก็ต้องใช้ความอดทนมานะกันเต็มที่ที่จะต้องทำมันให้ดีเด่นที่สุด จึงต้องเหน็ดเหนื่อยกายลำบากใจเป็นประจำ

เกิดเป็นชายจริง หญิงแท้ ก็ยังทุกข์อยู่แล้ว - เป็นเกย์ เป็นตุ๊ด ยิ่งจะทุกข์ถึงไหน .. จะสนุกดี สะใจเปรี้ยวๆเผ็ดๆก็เฉพาะตอนยังวัยรุ่นอยู่เท่านั้น เพราะรู้สึกมันแปลกมันใหม่มันกิ๊บเก๋ ดึงดูดความสนใจจากใครต่อใครกันได้เพราะจัดอยู่ในชนกลุ่มน้อย กลายเป็นจุดเด่นแห่งความสนใจของชนกลุ่มใหญ่กันไป เลยโชว์อ๊อฟออกันเต็มที่ กรี๊ดกร๊าดดัดเสียงกันสนุกปาก สะบัดหน้ากรีดกรายกันสุดตัว กระตุ้งกระติ้งกระชดกระช้อยกันสุดฤทธิ์   เรียกว่าไม่มีอะไรจะสนุกสนาเท่ากับการทำตัวเป็นตุ๊ดกันอีกแล้ว สำหรับวัยรุ่นในสมัยนี้ .. แต่เมื่อ แก่ลง จนลง เมื่อไหร่ เมื่อนั้นชีวิตแทบไม่มีอะไรเหลือให้อยู่ต่อกัน

ผลเสียของรักร่วมเพศนั้นจึงมีมากมาย เอาเฉพาะด้านสุขภาพจิตกันด้านเดียวหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้กันไม่พ้นแล้ว อาทิเช่น ความคิดอิจฉาริษยา แก่งแย่งหาคู่กัน ความรู้สึกเป็นปมด้อย ปัญหาสำส่อนทางเพศ บุคลิกภาพหวาดระแวงไม่ไว้ใจคน ความกดดันทางด้านจิตใจสูงทำให้เกิดอารมณ์รุนแรงแปรปรวนง่าย โดดเดี่ยวว้าเหว่ และมักประสบกับความผิดหวังในชีวิตทั้งด้านส่วนตัวและด้านการงานได้ง่ายกว่าคนทั่วไปกัน ดังอาการเหล่านี้ คือ

1) เกิดความรู้สึกมีปมด้อย ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถชดเชยปมด้อยด้วยการสร้างปมเด่นอะไรขึ้นมาในด้านไหนอย่างไรได้แล้วก็ตาม แต่ในส่วนลึกของจิตใจก็ยังคงรู้ว่าตัวเองนั้นยังผิดปกติอยู่ ถึงอย่างไร ทั้งญาติครอบครัวและสังคมส่วนใหญ่ก็ยอมรับไม่ได้ ไม่มีใคาจะจริงใจด้วย หรือการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติธรรมดาเหมือนคนทั่วไปก็ทำได้ยาก จึงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความกดดันสูงรอบด้าน .. เมื่อเกิดอุปสรรคอะไรขึ้นมาจึงมักแก้ปัญหาด้วยการใช้อารมณ์มากกว่าใช้เหตุผล เรื่องเล็กน้อยมักกลายเป็นเรื่องใหญ่ของปัญหาชีวิตอยู่ได้เสมอ

2) เกิดอารมณ์รุนแรงแปรปรวน เพราะชีวิตรักร่วมเพศนั้นต้องใช้ความพยายามและความอดทนเสียสละในการที่จะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะต้องสามารถชนะใจผู้ชายจริงคนหนึ่งให้ได้ เมื่อต้องทุ่มเททุกอย่างให้แล้วก็มักเกิดความรู้สึกหึงหวงต้องการความเป็นเจ้าของมากกว่าคนปกติทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเกิดผิดหวังขึ้นมาก็อาจจะกระทำอัตวินิบาตกรรมหรือทำลายฆ่าคนอื่นได้ด้วยอารมณ์รุนแรงนี้ ..ในขณะที่ยังกำลังคิดหาทางเอาชนะใจผู้ชายอยู่ ก็ต้องคอยคิดกลัวเพื่อนที่เป็นรักร่วมเพศด้วยกันจะมาแย่งชิงคู่ของตนไป จึงต้องคอยปลีกตัวออกห่างเพื่อนที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีกว่าหรือความสามารถตลอดจนฐานะที่เหนือกว่า   ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักร่วมเพศด้วยกัน จึงไม่แน่นสนิทเหมือนครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่นกันแต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอิจฉาริษยาอยู่ในใจที่ใครจะสามารถแข่งขันหาคู่ที่ดีกว่ากันมากกว่าความสนุกสนานกันเหมือนแต่ก่อน

3) มักต้องกลายเป็นคนสำส่อนทางเพศ   ทั้งนี้เนื่องจากพวกรักร่วมเพศชายนั้นไม่ค่อยถูกสังคมตำหนิว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งเสียหายเหมือนกับการเกิดมาเป็นผู้หญิงจริงๆ จึงมักกล้าลองกล้าปฏิบัติกิจทางเพศอย่างไม่ต้องยับยั้งชั่งใจละอายกลัวกัน เพราะกายนั้นเป็นชายอยู่แล้วขณะเดียวกันพวกรักร่วมเพศนั้นก็ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นเพศเดียวกันอย่างแท้จริง คือ คนที่เป็นเกย์ ตุ๊ด ก็ต้องการชายจริงไม่ใช่ตุ๊ดเกย์ด้วยกัน .. คนที่เป็นรักร่วมเพศชาย ใจนั้นเป็นหญิงจึงไม่มีอารมณ์ทางเพศกับผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นประเภทใด แต่ชายจริงในช่วงวัยคะนองนี้หรือพวกผู้ชายที่มีอาชีพพิเศษนี้จะไม่มีความรักจริงหรือความสุนทรีย์ด้านอารมณ์ทางเพศหรือความรู้สึกต้องการอยู่อย่างมั่นคงกับพวกรักร่ววเพศแต่อย่างไร นอกจากความสนุกชั่วคราวและการได้รับเงินทองหรือสิ่งของต่างๆที่หวังไว้เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้ว มีโอกาสก็จะทิ้งจากกันไปทันที .. จึงทำให้พวกรักร่วมเพศถึงใจอยากจะได้คนใจเดียวรักเดียวอย่างมากอย่างไรก็ตาม ก็จำต้องไปแสวงหาคนอื่นใหม่กันไม่เคยสิ้นสุด

4) การติดเชื้อหรือการป่วยเป็นโรคต่างๆได้ง่าย   เพราะความจำเป็นที่ต้องเกิดอาการ หรือปัญหาความสำส่อนทางเพศนี้ รวมกับปัญหาทางด้านจิตใจของผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ ซึ่งไม่สามารถมีอารมณ์ร่วมอย่างจริงใจกับคนอื่นได้อยู่แล้ว จึงต้องมุ่งคิดมุ่งทำเรื่องของการปฏิบัติทางด้านเพศมากกว่าการแสวงหาความรัก ความอบอุ่น ด้านความเข้าใจที่ดีต่อกันตามที่ได้ใฝ่ฝันได้ ทั้งนีทั้งนั้นก็เพื่อต้องการสร้างความพอใจให้อีกฝ่ายซึ่งอาจเพิ่งรู้จักกันหรืออยู่ด้วยกันมานานแล้วก็ตาม จึงต้องหาวิธีการที่แปลกพิศดารต่างๆในการร่วมเพศกัน   เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะติดเชื้อโรค เป็นโรคต่างๆจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าพวกชายจริงหญิงแท้กันมาก เช่น โรคโกโนเรีย ซิสฟิลิส เริม   และเอดส์ เป็นต้น

5) เกิดความรู้สึกระแวงไม่ไว้วางใจคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะชีวิตของคนรักร่วมเพศนั้น มักถูกหลอกถูกโกหกจากคนอื่นเป็นประจำโดยเฉพาะคนที่เป็นเกย์-ตุ๊ดที่มักถูกพวกชายจริงหรือพวกชายอาชีพพิเศษหลอกเงินหลอกทองกันไปเป็นส่วนใหญ่ จึงเกิดความคิดหวาดระแวงเป็นนิสัยติดตัวกันขึ้นมาได้ และทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อการงานอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องรักษาเป็นความลับกัน   เลยเกิดติดนิสัยเป็นคนระแวงคนไปโดยไม่ตั้งใจ เพราะกลัวถูกแบล็คเมลกันมากที่สุด

6) เกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม   เพราะความขัดแย้งที่อยู่ภายในจิตใจ ใจหนึ่งก็อยากเปิดเผยตัวอย่างอิสระเต็มที่ แต่อีกใจหนึ่งก็ตระหนักว่าถึงอย่างไรๆสังคมก็ยังไม่ยอมรับโดยเฉพาะด้านการงานบางอย่างจึงทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่อต้านสังคมที่เขาอยู่ ซึ่งมักออกมาเป็นรูปแบบของความก้าวร้าวเงียบเป็นการแก้แค้นตอบกลับไป ทั้งนี้ก็เนื่องจากถูกคนอื่นปฏิเสธมาตั้งแต่เด็กแล้ว คือ ตั้งแต่ทางครอบครัวทางบ้านที่เป็นสังคมแรกของเด็ก ต่อมาก็จากเพื่อนที่โรงเรียน และคนอื่นๆในสังคม โตขึ้นมาจึงอาจมีความรู้สึกต้องการทำลายล้างหรือต่อต้านสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับกันหรือสิ่งที่เป็นอนุรักษ์นิยมต่างๆกัน เป็นต้น

7) เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่   ในวัยที่ยังเด็กหรือผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่นั้น ชีวิตยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก ไม่ต้องจริงจังต่อการดำเนินชีวิต ยังหาคู่นอนคู่เที่ยวกันได้ไม่ยาก แต่เมื่อยิ่งแก่ตัวลงหน้าตารูปร่างก็ไม่ดีเหมือนก่อนและการงานการเงินก็ทำไม่ได้หาไม่ได้คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน การหาคู่ที่จะมารักร่วมเพศก็ยิ่งยากขึ้น โดยเฉพาะญาติผู้เกี่ยวข้องซึ่งมักไม่ยอมรับพฤติกรรมนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก็เลยต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพังด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จึงมักลงเอยด้วยการฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่าตายเพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่อย่างลำพังแบบนนี้และหรือก็มักจะถูกขู่บังคับจากผู้ที่รู้จุดอ่อนหรือความลับชีวิตส่วนตัวของพวกเขาในด้านนี้กัน (มักจะถูกแบล็กเมลได้ง่าย) ..การทำงานอยู่ในหน้าที่ตำแหน่งหรือหน่วยงานที่สำคัญๆจึงเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายต่อความมั่นคงขององค์กรได้

ัชีวิตของคนที่เป็นรักร่วมเพศโดยเฉพาะพวกรักร่วมเพศชายนั้นจึงมักประสบกับความทุกข์ยิ่งนักเมื่อตอนโตเป็นหนุ่มกันขึ้นไป ..จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า น่าสงสาร แนะน่าเห็นใจที่พวกเขาเมื่อตอนยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น มักไม่เฉลียวใจนึกไม่ถึงว่า มันจะทุกข์ขมขื่นทรมานทั้งใจทั้งกายกันขนาดไหน .. คนที่เป็นเกย์ เป็นตุ๊ด นั้นจึงควรแก่การเห็นใจเข้าใจมากกว่าขยะแขยงรังเกียจกัน

คนที่น่าขยะแขยงน่ารังเกียจนั้น ควรยกให้แก่พวกที่โกหกหลอกคนที่เป็นรักร่วมเพศต่างหาก รวมทั้งคนที่มีอาชีพพิเศษที่คอยคิดจะกอบโกยเงินทองทุกบาททุกสตางค์จากพวกเขา ไม่ว่าจะนั่งอยู่ในเกย์บาร์ ผับ เธค สถานที่อาบอบนวด หรือ สถานที่บริการสุขภาพเฮลท์คลับต่างๆ

ชายจริงหญิงแท้ที่หากินอยู่กับคนที่มีปัญหารักร่วมเพศนี้ก็จัดว่า เลว อยู่แล้ว   ถ้ายิ่งคนที่มีปัญหาทางด้านนี้ด้วยกัน รู้ดีกว่าใครว่า มันเป็นสิ่งทุกข์อยู่แล้ว แต่กลับมาทำมาหากินสูบเลือดกินเนื้อคนที่กำลังหลงทางในด้านเอกลักษณ์ของตัวเองกันอยู่ ไม่ว่าจะส่งเสริมด้วยการจัดพิมพ์เป็นหนังสือ นิตยสาร วิทยุ ทีวี วีซีดี อินเตอร์เน็ท หรือร่วมมือกันผลิตเป็นภาพยนตร์ในแนวนี้เพื่อธุรกิจการค้าของตนกันและทำให้วัยรุ่นที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่นั้นเกิดความหลงผิดคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรแก่การเปิดเผยแสดงตัวกันได้เต็มที่   "สว่างจิต"กันอย่างโจ่งครึ่ม ก็ไม่รู้จะใช้คำต่อหลังคำว่าเลวอย่างไรกันอีกแล้ว ถึงจะสำนึกกันได้ ! ผมคงช่วยได้แค่นี้ แต่หากร่วมมือกันในทุกฝ่าย ปัญหานี้ย่อมทุเลาและมีผลในทางดีขึ้นได้สักวัน..

 

 

จากหนังสือ "คุยกับนักจิตวิทยา" โดย ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม    ชายกลางได้อ่านเจอราวปี 2535 ช่วงหนังสือวางขายใหม่ๆ แล้วเพิ่งมาเห็นอีกทีในห้องสมุดเลยหยิบมาคัดย่อไว้ให้อ่านกันเล็กๆน้อยๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย อย่างหนึ่งที่เห็นเป็นสัจธรรม แม้หนังสือนี้จะตีพิมพ์นานแล้ว แต่ยังมีคนอ่านเรื่อยๆ แสดงว่าเรื่องตุ๊ด เรื่องเกย์ นี่อมตะจริงๆ นะตัวเอง ..