ถ้าถามว่า
ทำไมการรักร่วมเพศจึงถูกเรียกว่าเป็น"ปัญหา"
คำตอบง่ายๆ ก็คือ
เพราะเมื่อก่อนคนทั่วไปในสังคมต่างก็ไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
และคนที่เป็นเองก็ยังมีความคิดรู้สึกอับอายขายหน้าเป็นปมด้อยที่ตัวเองต้องเป็นอย่างนี้
รวมทั้งศาสนาทุกศาสนาหรือลัทธิความเชื่อแทบทุกลัทธิต่างก็ระบุพฤติกรรมลักษณะนี้ไว้ว่าเป็น
ความผิดปกติ ถือว่า เป็นบาป
หรือเป็นผลกรรมที่ติดตัวมา |
ในทางแพทย์หรือจิตเวชสากล
แต่ก่อนก็จัดบุคคลที่กระทำรักร่วมเพศอยู่ในหมวดของโรคประสาทบุคลิกภาพแปรปรวนกัน
ถือเป็นโรคที่ค่อนข้างจะร้ายแรงประเภทหนึ่ง
แต่ปัจจุบันกลับถือว่า
"เป็นความเบี่ยงเบนทางเพศ"
เท่านั้น
ไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่อย่างใดอีกแล้ว
เรียกว่า รสนิยมทางเพศ
ต่างกับคนทั่วไป ก็เท่านั้นเอง |
แต่ที่ยังเป้นปัญหารุนแรงอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็เพราะ
ผู้ที่เป็น
พ่อ-แม่ของคนที่เป็นนั้นยังยอมรับกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เพราะถือ่ามันเป็นสิ่งผิดปกติเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและที่ร้ายที่สุดคือ
ทำให้ไม่มีการต่อตระกูลกันอีก
แต่ลูกที่เป็นนั้นไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรหรือเดือดร้อนใคร
หรือว่ามันเรื่องอะไรที่ต้องไปทำตามคนอื่นเขา
ในเมื่อตัวเราเองเกิดมาแล้วมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้
ก็จะเป็นตัวของตัวเองอย่างนี้แหละ
! |
จริงแล้ว
ไม่มีมีใครที่อยากจะเกิดมาเป็นคนรักร่วมเพศ
และก็ไม่มีพ่อแม่คนไหนในโลกนี้ที่จะภาวนาอยากมีลูกออกมาเป็นเกย์
เป็นตุ๊ด |
เรื่องของรักร่วมเพศนั้นมิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
หรือเพียงแค่ในประเทศบางประเทศเท่านั้น
แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่จะมีการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์กันเสียอีก
และในพฤติกรรมของรักร่วมเพศนี้ก็ยังสามารถแยกแยะความต่างกันของอาการตัวมันเองได้ไม่น้อยกว่าร้อยลักษณะอย่างอาการ
เรียกว่า
ผู้เชี่ยวชาญการรักษาอาการหรือพฤติกรรมนี้ก็ยัง
มึน เลย |
คำว่า รักร่วมเพศ
นั้นเป็นศัพท์ทางวิชาการ
ซึ่งแปลมาจาก Homosexual หมายถึง
บุคคลที่มีความรู้สึกทางเพศ
และมีพฤติกรรมที่ต้องการมีสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลที่เป็นเพศเดียวกัน
อาจเป็นเพศชายต่อเพศชาย
หรือเพศหญิงต่อเพศหญิงก็ได้
แต่คนไทยชอบเรียกสั้นๆว่า
โฮโม |
ต่อมาคำว่า
โฮโม
กลับกลายเป็นคำที่ใช้เรียกเฉพาะผู้ที่เป็นเพศชายที่เป็นรักร่วมเพศกันเท่านั้น
อาจเป็นไปได้ว่า
เพราะคนที่รักร่วมเพศส่วนใหญ่มัาเป็นกัผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ
3 - 6 เท่าตัว |
ส่วนชาวบ้านทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติมักไม่ชอบเรียกอะไรตามทางการเขาอยู่แล้ว
ก็เลยเรียกว่าพวก กระเทย
ซึ่งเป็นการเรียกแบบเชิงรังเกียจเหยียดหยาม
หรือพวกฝรั่งเรียกศัพท์แสลงว่า
half and half ที่แปลว่า ครึ่ง ครึ่ง คือ
ครึ่งชายครึ่งหญิ่ง ไม่เต็ม
ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น |
คนที่เป็นรักร่วมเพศจึงไม่พอใจไม่ชอบให้ใครมาเรียกตนว่า
เป็นกระเทย เป็นโฮโม หรือ half half
ก็เลยบัญญัติศัพท์เรียกตัวเองให้โก้หรูกันไปเลยว่า
เป็นเกย์ หรือ ชาวเกย์
ซึ่งมาจากศัพท์อังกฤษว่า Gay
ความหมายก็คือ สนุกสนา สดชื่น
ร่าเริง แจ่มใส มีชีวิตชีวา
หรือสดใสมีพลัง
เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนปมด้อยของตัวเองที่มีมาช้านานและมุ่งมั่นที่จะสร้างปมเด่นขึ้นแทนที่ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา
ซึ่งมักต้องประสบกับความทุกข์
ขมขื่น โดดเดี่ยว ว้าเหว่
และถูกสังคมรังเกียจเหยียดหยาม
ก็เลยถือโอกาสประกาศให้คนทั่วไปในสังคมรับรู้พฤติกรรมของพวกเขาให้ชัดเจนไปเลยว่า
ถ้าพฤติกรรมของเเขาขณะมีเพศสัมพันธ์กันเป็นลักษณะของการเป็นฝ่ายกระทำให้อีกฝ่ายมากกว่า(คล้ายบทบาทของผู้ชายที่เป็นฝ่ายรุกผู้หญิง)
ก็เรียกว่า เกย์คิง
แต่ถ้าชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่า
(คือรู้สึกตัวเองเหมือนผู้หญิงทั่วไป)
ก็เรียกแยกออกไปเลยว่าเป็น
เกย์ควีน และถ้าหากเป็นแบบผสม
คือชอบทั้งเป็นฝ่ายรุกบ้างเป็นฝ่ายรับบ้างก็สลับกัน
ก็เรียกว่า เกย์ เฉยๆ |
เกย์คิงย์
และเกย์
จึงมักไม่แสดงตัวออกท่าทางกระตุ้งกระติ้งหรือการแต่งตัวที่ค่อนไปทางผู้หญิง
รวมทั้งมักไม่เปิดเผยความรู้สึกรักร่วมเพศให้คนทั่วไปได้รับรู้
ชาวบ้านจึงมักดูกันไม่ค่อยออกนึกกันไม่ค่อยถึง
เพราะลักษณะท่าทางทั่วไปภายนอกของเกย์นั้นก็คือผู้ชายธรรมดาๆนี่เอง
อาจแต่งตัวฉูดฉาดกว่า
ทันสมัยกว่าหรือเรียบร้อยกว่า
ก็เท่านั้นเอง
และเกือบครึ่งหนึ่งของเกย์คิงก็สามารถมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิงกันได้
แต่งงานมีครอบครัวกันได้
แต่ส่วนลึกของความรู้สึกภายในนั้นยังรักชอบเพศเดียวกันมากกว่า
เพียงแต่มีเคล็ดลับเฉพาะในการสามารถร่วมเพศกับผู้หญิงทั้งที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ได้เท่านั้น
ก็เลยรอดพ้นจากการถูกสงสัย
นอกจากพวกเกย์ด้วยกันเท่านั้นที่มองหน้ากันก็พอดูกันออกรู้กันเอง
ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะพวกเขามีญาณพิเศษหรือประสาทที่6
ที่สามารถรับรู้กันได้ตามที่ยังเข้าใจผิดๆ
ในหมู่เกย์นั่นเอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะพวกเขาสามารถสังเกตุพฤติกรรมปลีกย่อยต่างๆที่แสดงออกถึงความต้องการจะหาคนแปลกหน้าแต่ใจเหมือนกันไปเป็นเพื่อนคู่นอนซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
..และมักไม่ค่อยพลาด
เพราะคนที่ไม่เป็นเกย์นั้นก็มักมัวแต่มองหน้ามองตาผู้หญิงแทนการมองหน้าสบตากับผู้ชายด้วยกันเอง
นั่นเอง |
สำหรับ
ตุ๊ด นั้นมาจากคำว่า ตุ๊ดซี่
ซึ่งเป็นชื่อของตัวแสดงเอกตัวเด่นในภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ดาราเจ้าบทบาทเล่นปลอมตัวเป็นผู้หญิงในเนื้อเรื่อง
เลยต้องแต่งหน้าแต่งตัวแต่งผม
ตลอดจนแสดงกิริยาท่าทางเป็นผู้หญิงที่เด่นชัด
วัยรุ่นไทยเลยเรียกคำนี้กับผู้ชายที่ชอบทำหน้าตาทำมือทำแขนกระตุ้งกระติ้ง
กระชดกระช้อย
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง
การแต่งหน้าแต่งตัวที่ค่อนไปทางผู้หญิง
ซึ่งมักแสดงออกมากกว่าผู้หญิงแท้กันเสียอีก
ทั้งนี้เพราะจงใจจะทำเพื่อต้องการเด่นเป็นจุดเรียกร้องความสนใจจากคนทั่วไปอยู่แล้ว
จึงเป็นพวกที่ไม่แคร์สายตาหรือปากคำของชาวบ้านหน้าไหนๆทั้งสิ้น
เรียกว่า
ภูมิใจเต็มที่แล้วที่ได้แสดงตัวเป็นผู้หญิงให้คนอื่นได้รับรู้กัน
ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าแต่อย่างไร
และก็ไม่มีการเปลี่ยนใจที่คิดอยากจะกลับไปเป็นผู้ชายใดๆทั้งสิ้น |
ตุ๊ต
จึงจัดอยู่ในพวก เกย์ควีน
เพียงแต่แสดงตัวเปิดเผยแจ่มแจ้งว่าเหมือนพวกลักเพศ
บทบาทพฤติกรรมทางเพศ
จึงเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว
ชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำ
และไม่สามารถหรือแม้แต่จะลองคิดพยายามร่วมเพศกับผู้หญิงกันสักครั้ง |
แปลกอย่างหนึ่ง
พวกเกย์มักไม่ชอบหรือทนดูแทบไม่ได้ต่อพฤติกรรมของพวกตุ๊ดมากกว่าผู้ที่เป็นชายจริงหญิงแท้เสียอีก |
สำหรับ
ลักเพศ นั้นมาจากคำว่า
Transvestism
มักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในช่วงวัยรุ่น
โดยมีความผิดปกติชั่วคราวในเรื่องการแต่งตัวเป็นแบบเพศตรงข้ามกัน
คือ
เป็นผู้ชายแต่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง
โดยเอากระโปรงมาใส่บ้าง
เอาายกทรงมาสวมบ้าง เขียนคิ้ว
ทาหน้าทาตา ทาลิปติก ใส่น้ำหอม
โกนขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง
หรือเป็นผู้หญิงแต่ชอบเอาเครื่องแต่งกายผู้ชายมาสวมใส่
แล้วก็ยืนมองชมตนเองอยู่หน้ากระจก
เพราะจะเกิดความรู้สึกตื่นเต้น
มีอารมณ์ทางเพศที่ได้เห็นภาพตัวเองเป็นอีกเพศหนึ่ง
แล้วมีรูปร่างที่มีเสน่ห์ยั่วยวน
สวยหล่อกันอย่างไร
เรียกว่าเป็นภาวะหลงตนเองช่วงขณะหนึ่งหรือหลงเพศตรงข้ามที่เขาหรือเธอจินตนาการเอาไว้ |
ลักเพศส่วนใหญ่แล้วจึงไม่ใช่พวกรักร่วมเพศ
ไม่ถึงกับต้องการมีเพศสัมพันธ์อะไรกับเพศเดียวกัน
ไม่ต้องการเปลี่ยนเพศ
เพียงแค่ต้องการเกิดความรู้สึกสนุกสนาภาคภูมิใจในขณะที่แต่งตัวเป็นอีกเพศหนึ่งในอารมณ์ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้วก็จะเลิกพฤติกรรมนี้ไปได้เอง
ถ้าค่านิยมในสังคมนั้นไม่ยอมรับ
หรือไม่มีตัวอย่างให้เลียนจนเริ่มกลายเป็นความรู้สึกชื่นชมและเป็นความรู้สึกอิสระจอมปลอมขึ้นมา
หรือผู้เป็นพ่อแม่
ผู้ใหญ่ไม่คอยไปพูดชมหรือล้อเลียนหรือดุด่าย้ำตอกแต่เรื่องนี้กันบ่อยๆ
พวกลักเพศก็จะวกกลับมาสู่พัฒนาการเป็นชายจริงหญิงแท้ตามปกติต่อไปกันได้
โดยไม่ต้องรับการบำบัดรักษาแต่อย่างไร |
สาเหตุของรักร่วมเพศ
:
โดยทั่วไปมนุษย์เรานั้นเกิดมาก็มีความรู้สึกนึกคิดตอลดจนเรื่องอารมณ์ทางเพศเป็นพื้นฐานของความต้องการทางร่างกายและด้านจิตใจอยู่แล้วทุกคน
ต่างกันก็ตรงที่ว่าใครจะมีมากมีน้อยกว่า
หรือรู้เร็วรู้ช้ากว่า
หรือถูกกระตุ้นได้ง่ายกว่ายากกว่ากันเท่านั้น
และเพราะอารมณ์ทางเพศนั้นเกิดมาจากระบวนการทางสรีรกาย
การระบายอารมณ์ทางเพศจึงเป็นความต้องการของร่างกายเหมือนกับความต้องการอาหาร
น้ำดื่ม หรือความอบอุ่น
ความปลอดภัย
มิใช่เรื่องราวของความต้องการทางด้านจิตใจหรือทางด้านสังคมแต่อย่างไร
เพียงแต่เรื่องเพศนั้นมันเหมือนสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง
คือ
เมื่อได้เสพแล้วก็มักเกิดติดได้ที่เรียกว่า
ติดใจ
ก็เลยกลายเป็นเรื่องของติดใจไป |