NA01134A.gif (1257 bytes)

        ถนนกับสวน 

คำถาม : "ถนนในสวนยุบพังหลังจากเริ่มรดน้ำสนามไป 2อาทิตย์ ผู้ว่าจ้างไม่รับงาน"

เจตนาบทความนี้ เพื่อถ่ายทอดงานที่ทำจริง ข้อผิดพลาดที่ไม่ค่อยเปิดเผย    ให้พอเพียงสำหรับ

ค้นคว้าต่อไปเท่านั้น ไม่ใช่บทความวิชาการในเชิงวิศวกรรมฯ


 

NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

คำตอบ : ทำความเข้าใจงานโยธาซักนิดเดียว                                   ค้นคว้าต่อใน"ไทยเอนจิเนียร์ริ่ง"

น้ำที่ขังอยู่บนถนนแม้ว่าจะเป็นถนนลาดยางแอสฟัลส์ติกคอนกรีต ส่อให้เห็นว่าจุดนั้น

เกิดการยุบตัวใต้ดินไม่รู้ว่าชั้นไหน ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้ถนนต้องพังแน่ ๆ เพราะน้ำสามารถซึม

ลงไปที่ชั้นหินคลุก,ฯลฯทำให้ดินอ่อนและเมื่อมียานพาหนะวิ่งผ่านเม็ดหินก็จะบดกันเองจนแตก

แล้วก็ พัง..เหมือนแผลเลย ลามใหญ่กว้างออก ๆ ถ้ารีบซ่อมคงไม่เสียหายมาก

บ่อน้ำหรือสระน้ำตกแตกร้าว โทษอะไรล่ะอย่ามองข้ามการเตรียมดินเดิมเด็ดขาด

แม้ว่าการเทคอนกรีตหยาบ,เทคาน,วางพื้นก่อนทำสระไว้แล้ว ก็จะเป็นไรไปใส่ใจดินเดิมซัก

นิดไม่เสียหายหรอก เคยเห็นการบดอัดคันทางสูง 8เมตรสำหรับสถานีไฟฟ้าย่อยในเชียงใหม่

8เมตรนี้บดอัด 0.20ม./ชั้น เท่ากับว่าทำการบดอัด 40 ชั้น นี่เพื่อรับน้ำหนักไม่เท่าไหร่แต่

ต้องมั่นคงแข็งแรงเท่านั้น แต่สำหรับสระน้ำ,บ่อน้ำเป็นงานที่ต้องมีน้ำความชื้นมาเกี่ยวข้อง

ไหนจะเป็นน้ำจากการรดน้ำต้นไม้โดยรอบแล้ว น้ำหนักของน้ำในสระก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ

อีกตัวอย่างก็คืความพยายามกดขันน้ำให้จมลงในน้ำ เป็นลักษณะเดียวกับสระน้ำที่ก่อสร้าง

เสร็จแล้วไม่รีบเติมน้ำให้เต็ม ผลก็คือเมื่อระดับน้ำภายนอกสูงมาก ๆเลยดันสระแตกซะเลย

จะค้ำต้นไม้ หรือแขวนต้นไม้ ทดลองเองง่าย ๆ เอาดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ใส่ขวด

พลาสติกที่เจาะรูตรงก้นขวด ,ใส่น้ำให้ดินเปียกชุ่มน้ำ ,ทำเครื่องไม้ภายนอกขวดที่ระดับดิน

,ทิ้งไว้จนดินแห้ง,วัดขีดแรกกับระดับดินที่ได้หาสัดส่วนดินที่ยุบตัวไป น่าจากราว ๆ 40%

ดังนี้ต้นไม้ที่ปลูกใหม่ปากเป็นต้นเล็ก ๆและไม้ค้ำแข็งแรงมาก ๆ ในลักษณะพันกระสอบรัดรอบ

โคนเป็นรูป3ขา จะเป็นการแขวนต้นไม้ไว้ในหลุมที่มองดูไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ต้นไม้เหี่ยวลง ๆ

อีกกรณีก็เป็น"ตุ้มต้นไม้ที่ใหญ่มาก"ควรเผื่อคอต้นไม้ไว้ให้เหมาะสมเพราะ

เราคงไม่บดอัดดินก้นหลุมแน่ ๆแต่เรื่องล้มเอียงคงเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องค้ำให้พอเหมาะ.

ค้นคว้าต่อใน"ไทยเอนจิเนียร์ริ่ง"

 

NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

section.jpg (24039 bytes)

โครงสร้างถนน ในที่นี้หมายถึงถนนมาตรฐานที่รับน้ำหนักยานพาหนะใหญ่ ๆ มีปริมาณมาก ๆ

ในคราวเดียวเพื่อเป็นแนวทางสำหรับงาน"ฐานรากโยธา"ในสวนทุกประเภท

1.มาตรฐานและการทดสอบวัสดุที่ใช้

ถ้าเป็นงานของหลวงฯ มีหน่วยงาน"วิเคราะห์และวิจัย"ทำหน้าที่ทดสอบวัสดุต่าง ๆ

ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างถนนอันได้แก่ ทราย,หิน,ดินลูกรัง,ตลอดจนคอนกรีตฯต่าง ๆ ฯลฯ

วิธีทดสอบมีจุดประสงค์คือตรวจว่าวัสดุได้คุณภาพที่กำหนด อาทิเช่น ความแข็ง,ศักยภาพในการ

บดอัดตัว,การระบายน้ำ,ปริมาณดินเหนียวหรืออื่น ๆที่เหมาะกับงานนั้น ๆ ,การปะปนของ

อินทรีย์วัตถุ ฯลฯ

ตัวอย่างเช่นมาตรฐานของทราย ก็คัดขนาดโดยผ่านตะแกรง Sieve ขนาด50มม.

หมายถึงไม่โตไปกว่าตะแกรงนี้จากการสุ่มตัวอย่าง สำหรับเช็ควัสดุที่นำมาใช้งาน และ

ปราศจากก้อนดินเหนียว รากไม้ วัชพืชเศษวัสดุอื่น ๆ

มาตรฐานวัสดุคัดเลือกในชั้นคันทาง ในที่นี้แล้วแต่วิศวกรกำหนด อาจ

เป็นดินลูกรังถ้าในบริเวณใกล้ ๆมีแหล่งก็ไปดูและเก็บตัวอย่างมาทดสอบถ้าผ่านเกณฑ์ก็ยินยอม

ให้ใช้ได้ เช่นการทำ Lab CBR(การทดสอบบดอัดวัสดุในกระบอกภายในlab เพื่อหาค่าการ

อัดตัวที่เหมาะสมสำหรับวัสดุนั้น ๆ )

การทำ Plasticity Index (การทดสอบหาปริมาณดินเหนียว ฯลฯในเนื้อวัสดุ)

มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง ลักษณะใกล้เคียงวัสดุคัดเลือกแต่จะมีการ

ทดสอบมากขึ้นเนื่องจากจะเป็นชั้นที่อยู่ใต้หินคลุก ก็ต้องแข็งแกร่งมากกว่า อยู่ที่วิศวกรกำหนด

อาจจะมีเม็ดหินปะปนมากขึ้น ซึ่งในการทดสอบก็จะทำ Percentage of Wear(เครื่องมือที่

ทำให้วัสดุถูกกระทำในสภาวะเดียวกันเพื่อหาสัดส่วนที่ไม่เสียหายจากการกระแทก)

มาตรฐานวัสดุหินคลุก เข้มงวดมาก ถนนจะทนทานไม่ยุบพังในเวลา

สั้น ๆ ขึ้นอยู่กับวัสดุนี้ด้วยเพราะอยู่ใต้ชั้นแอสฟัลส์ติกคอนกรีต ความหนาอยู่ที่ 0.15-0.20 ม.

ขึ้นอยู่กับวิศวกรกำหนด องค์ประกอบควรจะเป็นหินที่มีความแกร่งเช่นหินแกรนิต,หินฝุ่น, ดิน,

หินเกล็ด ฯลฯ ที่เป็นตัวประสานในอัตราส่วนเหมาะสมให้หินคลุก เมื่อถูกความชื้นที่เหมาะสม

คลุกเคล้ากันบดอัดเป็นถนน วัสดุที่มักปะปนมามักจะเป็นดินมากไปหรือหินผุทำให้วัสดุไร้คุณภาพ

มาตรฐานยาง ที่ใช้อยู่แพร่หลายได้แก่ แอสฟัลสติกคอนกรีต เป็น

การผสมกันของ วัสดุแอสฟัลต์ Bituminous Materials,ทราย,หิน,หินฝุ่น และอื่น ๆ แล้ว

แต่สูตรที่วิศวกรกำหนด สะดวกทำงานง่ายเพราะวัสดุนี้จะผสมมาจากโรงงาน Plant ซึ่งจะทำ

การผสมส่วนผสมภายใต้อุณหภูมิสูง 270-340 F.ดังนั้นการทดสอบจะครอบคลุมถึงการผสมการ

ขนส่งจนถึงระหว่างการปูยางให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย

2.การเตรียมปรับพื้นดินเดิมก่อนทำถนน                                                                               NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

ฐานรากสำคัญมากส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดนี้ไป เชื่อหรือไม่ถนนหลวงบางเส้นต้องขุด

ลอกดินเดิมที่เป็น "ดินอ่อน"ออกแล้วแทนที่ด้วยวัสดุที่เหมาะสมอาจจะเป็นทราย,ลูกรัง ปริมาณ

มากถึง 500 ลบม.ลักษณะแบบนี้ผู้รับจ้างร้องจ๊าก...กก เพราะเหนือความคาดหมายต้องโทษ

คนสำรวจหน้างานก่อนเสนอราคา หรืออีกกรณีได้แก่ถนนเส้น เชียงใหม่-ลำปาง ผู้รับเหมาะ

ต้องปรับพื้นดินเดิมก่อนลงวัสดุคันทางไปเจอชั้นหินแข็งมาก ๆ ทำให้ปรับดินให้ได้ระดับตามแบบ

Proposed Plan Elevation ไม่ได้ก็ต้องโอดครวญเล็กน้อยขอแก้ไขแบบกัน

อย่ามองข้ามจุดนี้ ระหว่างที่เครื่องจักรเริ่มขุดลอกหน้าดินต้องอยู่ด้วยเสมอสังเกตุให้

ดีมองตามล้อรถหรือเครื่องจักรที่วิ่งผ่านไปมาเห็นตรงไหนนุ่ม ๆ น่วม ๆ ก็พิสูจน์ซะเลย

เพราะนั่นจะสร้างปัญหาให้ภายหลัง ส่วนใหญ่ผู้รับเหมาะที่ดี ๆ จะไม่ปล่อยผ่านไปเพราะรู้ว่า

ในการบดอัดถนนชั้นต่อ ๆไปตรงนั้นจะฟ้องปัญหาออกมาเอง.

รากหญ้าอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ อย่าเอาไว้,มีตาน้ำผุด ๆ อย่าหลงดีใจว่าสวนที่นี่อุดม

สมบูรณ์ดี ให้หาทางอุดปิดเสียให้ได้ มีเทคนิคจัดการก็คือ "การบดอัดอย่างรวดเร็วมีคุณภาพ"

ในจุดเล็ก ๆ นั้นโดยใช้ลูกรังที่ดี ๆ บดอัดทับลงไปเป็นชั้น ๆ ที่สำคัญคือต้องเร็วพอที่วัสดุจะ

อุ้มน้ำจนชุ่มและใช้ไม่ได้ แต่ทั่วไปมักจะใช้ทรายหยาบที่มีดินปะปนน้อยแทนที่ลงในในหลุมที่มี

ตาน้ำนั้นๆเพราะว่าทรายจะอัดตัวได้ดีมากและไม่มีการหด-ขยายตัวเมื่อระดับน้ำเปลี่ยน แต่

ก็ต้องการการบดอัดที่ดีเช่นกัน ชุดเครื่องมือบดอันที่ว่าขอแนะนำเครื่องตบกระโดด(ระบบ

ไฮโดรลิคกระแทก)ไม่ใช่ Plate Vibratorแบบที่นิยมใช้ตบทรายก่อนเททางเท้า

(เครื่องยนต์5แรง) เพราะกำลังการบดอัดต่างกันลิบลับ เครื่องมือแบบแรกน่ะแรงบดอัดตั้ง

3-5ตันแต่แบบหลังได้แค่ทำให้ผิวหน้าแน่นจับตัวกันเท่านั้น.

3.การบดอัดวัสดุคันทาง Sub Grade                                                                                                        NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

ชั้นนี้มีความหนามากที่สุดหลังจากบดอัดดินเดิมที่แก้ไข "ดินอ่อน"แล้วก็เริ่มปูวัสดุ

ที่ทดสอบและยินยอมให้ใช้ลงบนชั้นดินเดิมแล้วก็ "บดอัด"ด้วยกรรมวิธีของเครื่องจักร มี

เทคนิควิธีหลากหลาย โดยหลักทั่วไปได้แก่คลุกเคล้าวัสดุให้สม่ำเสมอด้วยรถเกรดเดอร์สังเกตุ

ให้ดีจะเห็นว่ารถพวกนี้สามารถปรับมุมใบมีดใต้รถได้เพื่อพลิกกลับไป กลับมานอกจากนั้นก็ใช้รถ

บรรทุกน้ำ Sprayให้ได้ความชื้นพอเหมาะที่จะบดอัดด้วย "รถบดอัดสั่นสะเทือน"ต่อไป

ส่วนมากจะบดอัดเป็นชั้น ๆ ไม่เกิน 0.20ม. ไม่นิยมบดอัดหนามาก ๆ เพราะมักจะ

มีความหนาแน่นแค่ผิวบน ๆ เท่านั้นเนื่องจากรถบดอัดสั่นสะเทือนส่งแรงได้แค่ตื้น ๆ

การตรวจสอบคุณภาพนอกจากดูด้วยตาโดยการสังเกตุผิวดินขณะบดอัดหรือขณะรถ

บรรทุกวัสดุวิ่งผ่านไปมาว่าไม่น่วม ๆ นุ่มก็ ก็ต้องพึ่งวิธีทดสอบทางวิศวกรรมมีหลายวิธี ตัวอย่าง

เช่นการแทนที่วัสดุที่ถูกบดอัดด้วยทราย เพื่อหาความหนาแน่น (ซับซ้อนมากให้ช่างเขาทำเถอะ)

อย่างไรก็ตามหลังจากสุ่มทดสอบในจุดต่าง ๆจนพอใจถ้าผ่านมาตรฐานก็อนุญาตให้บดอัดชั้นต่อไป

4.ชั้นรองพื้นทาง Sub Base ชั้นนี้วัสดุและกรรมวิธีก็เข้มงวดขึ้นจากข้อที่ผ่านมา เพราะใกล้ถึง                            NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

งานผิวทางแล้ว ชั้นนี้จะเกี่ยวข้องกับงานสวนมากที่สุด เพราะเป็นระดับเดียวกับชั้นดินที่จะปลูก

หญ้าหรือปลูกไม้ยืนต้น เตรียมแผนผังไปปรึกษาวิศวกรไว้เลย "เนี่ยอยากปลูกต้นไม้ในฟุตบาท

จะเตรียมดินยังไงไม่ให้กระทบงานโยธาของถนน" หรือจะวางท่อลอดถนน Sleeve สำหรับ

ระบบสปริงเกอร์,ระบายน้ำ,สายไฟถนน,น้ำพุ ฯลฯ ควรจะอยู่ในชั้นนี้เพราะหากจำเป็นต้อง

เปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็ไม่น่าจะลึกเกินไปถ้าจะขุดขึ้นมา และที่เคยประสบมาการวางท่อน้ำ

ในชั้นดินลึก ๆที่ถมใหม่ไม่ค่อยดีเพราะว่าท่อน้ำนั้น ๆจะต้องรับน้ำหนักดินที่ชุ่มน้ำจากการรดน้ำ

ในสวนเป็น 2เท่าเป็นอย่างน้อย(น้ำที่รด 1ลบม.เพิ่มน้ำหนักดินชุ่มน้ำ 1ตัน)แล้วข้อต่อหรือท่อ

จะทนไหวเร้อ ดังนั้นเลือกฝังท่อดูระดับความลึกที่เหมาะสมกับการซ่อมและรับน้ำหนักไว้หน่อย

หากเลี่ยงไม่ได้ในส่วนที่ลอดถนน ควรใช้ท่อSleeveคอนกรีตหรือท่อเหล็กแล้วให้

งานบดอัดบดทับไปพร้อมกัน จะดีกว่ามาขุดรื้นภายหลังแล้วบดกลับลงไป เพราะบดยังไง ๆ

ก็ไม่แน่นเท่ากันแน่ ๆ ความสำคัญที่สุดก็คือการวางแผนไว้ล่วงหน้าและประสานงานกับฝ่าย

ต่าง ๆ ให้ถูกต้องตรงกัน

5.ชั้น Base Course หินคลุก และชั้นผิวยาง หรือคอนกรีต มาตรฐานและกำหนดต่าง ๆ                                            NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

ตามที่วิศวกรกำหนดและดูแล แต่ส่วนที่งานภูมิทัศน์จะเนี้ยบก็ต้องตระเตรียมสถานที่ไว้ด้วย

ตัวอย่างเช่น ขณะงานปูยางแอสฟัลส์ติกฯควรเตรียมขอบผิวทาง,ไหล่ถนน,ขอบแปลงต่าง ๆ

ให้พร้อมด้วยเพราะหากมาทำภายหลังสียางมักจะแตกต่างกันไป

เกี่ยวข้องกับสวน 

ในระยะเวลาหนึ่งน้ำจากการดูแลสวนจะทำให้สภาพดินใต้ฐานรากรับน้ำหนักได้ไม่ดีหากไม่ได้เตรียมโครงสร้างให้เหมาะสมดีพอ

นอกจากนั้นระบบระบายน้ำในสวนเป็นสิ่งสำคัญที่มักจะลืม เพราะระบบท่อใต้ดิน

ที่เตรียมรับน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่จะทำงานไม่สมบูรณ์ถ้า"ร่องน้ำตื้น"จากภายในสวน

ไม่ประสานกับร่องน้ำใกล้ๆงานโยธา โดยทั่วไปทางเท้าในสวน Trailมักจะเป็นตัวขวาง

แนวระบายน้ำและเป็น "ร่องน้ำตื้น"ภายในสวนอยู่แล้ว คำถามก็คือจะทำอย่างไรไม่ให้น้ำ

ที่กำลังระบายไม่สร้างปัญหาการกัดเซาะ Erosion หรือซึมลงใต้งานโยธาให้ดินอ่อนจน

เกิดการทรุดพัง แม้ว่าที่กล่าวมาข้างต้นจะเตรียมชั้นรองพื้นทางมาอย่างดีก็ตาม

 

NA01134A.gif (1257 bytes)ิิback top

 


ผู้เขียนเจตนาถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อค้นคว้าเพิ่มเท่านั้น ขอขอบคุณอ.บุญเทพ นาเนกรังสรรค์ อ.ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้คำแนะนำที่มีคุณค่ายิ่ง..