อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

(Adverse Drug Reaction : ADR)

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น พบได้บ่อย และเป็นปัญหาทางการแพทย์ ตราบเท่าที่เรายังต้องใช้ยา ในการรักษาและป้องกันโรค ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเวลาใดก็ได้ และความรุนแรงของอาการ ก็แตกต่างกันไป กล่าวคือตั้งแต่อาการไม่รุนแรง จนถึงอาจทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิต

คำจำกัดความของ Adverse Drug Reaction

องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความของ ADR ว่าเป็นปฏิกิริยาที่อันตราย ต่อร่างกายมนุษย์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เมื่อใช้ยาในขนาดปกติเพื่อป้องกัน วินิจฉัย บรรเทา หรือบำบัดรักษาโรค หรือ เพื่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการทำงานของอวัยวะในร่างกาย แต่ไม่รวมถึงการใช้ยาในขนาดสูง จากอุบัติเหตุหรือโดยจงใจ หรือจากการใช้ยาในทางที่ผิด

ประเภทของ Adverse Drug Reaction

  1. Type A ( Adverse Drug Reaction เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่คาดคะเนได้จากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยานั้น ขึ้นกับขนาดของยาที่ใช้ด้วยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเสมอกับผู้ใช้ยาเหล่านี้ จนเป็นที่ยอมรับ แต่อาการที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงถึงชีวิต เช่น ยากลุ่ม antihistamine มีฤทธิ์เป็น anticholinergic จึงทำให้เกิดอาการปากแห้ง ตาพร่ายากลุ่ม beta-blocking agents ทำให้เกิดอาการหัว ใจเต้นช้า หลอดลมตีบ
  2. การเกิด Type A reaction นี้แตกต่างกันไปแล้วแต่การตอบสนองของแต่ละบุคคล ปัญหาจาก Type A reaction นี้สามารถลบล้างอาการไม่พึงประสงค์จากยาชนิดแรก

  3. Type B (Bizarre) Reaction เป็นการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง ไม่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยานั้นแต่อย่างไร ดังนั้นจึงไม่สามารถอธิบายกลไกการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ อุบัติการของการเกิดพบค่อนข้างน้อยแต่รุนแรง อันตราการตายสูง การแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์ของยาประเภทนี้ ทำได้วิธีเดียวคือ ให้ผู้ป่วยหยุดยาและรักษาตามอาการของผู้ป่วยตัวอย่าง อาการไม่พึงประสงค์ของยาประเภทนี้ได้แก่ ยากลุ่ม beta-blocking agents ทำให้เกิด vivid dream, depression, alopecia ยา halothane ทำให้เกิด hepatic-injury

กลไกการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ยา แบ่งได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้ : (2,3)

  1. Type I Reaction (anaphylaxis.Immediate hypersensitivity)
  2. การแพ้แบบ anaphylaxis เกิดขึ้นโดยการที่ยาหรือ Metabolites ของยาทำให้เกิด Tissuesensitizing - IgE Reaction ซึ่งอยู่บนผิวของ Mast ได้รับยาครั้งต่อไป ตัวยาหรือ metabolites ของยาจะไปจับกับ receptor ของมันบน Ig E นำให้ mast cell แตกและมีการลั่ง meditors ต่างๆ เช่น hitamine, 5-HT, kinins ซึ่งทุกตัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับ การเกิด anaphylatic reaction ขึ้นมาได้

    อาการแสดงของ Type I Reaction คือ มีน้ำมูกไล ฝื่นแพ้ ลอดลมตีบ มี angioedema และ anaphylactic shock ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นำายใน 30 นาที ภายลังที่ได้รับยา

    ตัวอย่างยาที่ทำใเกิดการแพ้ในกลุ่มนี้ เช่น Penicillin , Streptomycin , ยาชาเฉพาะที่, X – ray contrat media ที่มี Iodine เป็นองค์ประกอบ

  3. Type II Peaction ( Cytotoxic Reaction ) ปฏิกิริยา Type II เกิดจากการที่ยาไปจับกับเนื้อเยื้อของร่างกายซึ่งมักเป็นเม็ดเลือด-แดง เม็ดเลือดขาว หรือเกร็ดเลือด ทำให้มี antibodies ชนิด IgE หรือ IgM ซึ่งมีความจำเพาะต่อผนังของเม็ดเลือดแดงหรือเกร็ดเลือดที่เปลี่ยนแปลงไป จากนั้นจะกระตุ้นปฏิกิริยาต่าง ๆ โดย Complements หรือ Phagocytic cell ทำให้เซลหรือเนื้อเยื่อที่มียามาเกาะอยู่นั้นถูกทำลายไป
  4. อาการแสดงทางคลินิกชอง Type II Reaetion เช่น hemolytic anemia, agraunlocytosis และ thrombocytopenia เป็นต้น อาการข้างต้นจะแสดงภายหลังรับยาไปแล้ว 5-12 ชั่วโมง ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิด Type II reaction เช่น Phenothiazines,Rifampin,Phenybutazone,Methyldopa,Phenytoin,Thiouracils, Carbamazepine,Sulfonamides, Chloramphenicol เป็นต้น

  5. Type III Reaction (Immune Complex Reaction)
  6. ปฏิกิริยา Type III เกิดจากยาจับกับ Antibody ชนิด IgG เกิดเป็น antigen-antibody compexes ซึ่งจะ deposit ตาม endothelial cell ของหลอดเลือดทำให้มีการกระตุ้น Complement และมีการทำลายของ Capillary endothelium ขึ้น อาการแสดงทางคลินิกของ Type III reaction เรียกว่า serum sickness เช่นมีไข้ต่อมน้ำเหลือโต ปวดข้อ และอาจมี maculopapular rash ได้

    ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิด Serum sickness เช่น Penicillins,Sulfomnamides,Hydantoin เป็นต้น

  7. Type IV Reaction (Cell-Mediated or delayed hypersensitivity Reaction)

ปฏิกิริยานี้เกิดจากยาไปกระตุ้น T-cells lymphocyte ที่ recognized ยาตัวนั้นได้ทำให้มีการกระตุ้น Inflammatory mediators ต่าง ๆ ออกมา

อาการแสดงทางคลินิกของ Type IV reaction คือ Contact dermatitis ซึ่งจะแสดง เมื่อสัมผัสกับยาแล้วภายใน 24-48 ชั่วโมง

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดปฏิกิริยาชนิดนี้ คือ antihistamine cream,local anaesthetic cream,topical antibiotic และ antifungal agents เป็นต้น

อาการทางคลินิกของ Adverse Drug Reaction (2,3,4,5)

อาการทางคลินิกของการแพ้ยามีหลายแบบซึ่งบางแบบก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอันตรายถึงชีวิต ขณะที่บางแบบก็เกิดช้าและไม่ก่อให้เกิดอันตรายที่รุนแรง ได้แก่

    1. Anaphylaxis เป็นอาการที่เกิดเร็วและรุนแรง มีความผิดปกติของหลายระบบในร่างกายคือผิดหนัง มีผื่นแดงคัน ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลวเกิดความดันโลหิตต่ำระบบหายใจถูกกดทำให้ขาดออกซิเจนผลสุดท้ายคือ ช็อก หมดสติ และตายได้ในที่สุด
    2. อาการแพ้ยาแบบนี้ส่วนใหญ่เกิดเร็วภายในไม่กี่นาทีหลังจากได้รับยา อาการจะรุนแรงมากที่สุดในช่วง 5-20 นาทีแรก ๆ อย่างไรก็ตามการแพ้ยาแบบนี้จะพบได้ไม่บ่อยนัก พบเฉพาะยาบางกลุ่มเช่น ยากลุ่ม Penicillins ยาชาเฉพาะที่เป็นต้น

    3. Serum Sickness อาการที่สำคัญ คือมีไข้ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต
    4. อาการแพ้แบบนี้จะเกิดหลังจากใช้ยาไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ หากเป็นการใช้ยาครั้ง

      แรก แต่จะเกิดเร็วขึ้น ถ้าเคยใช้ยานั้นมาก่อน คือ ภายใน 12-36 ชั่วโมง และเมื่อหยุดใช้ยาอาการจะหายเป็นปกติภายใน 2-3 วัน ยาที่ทำให้เกิดการแพ้ยาแบบนี้ได้แก่ Antiserum, ยากลุ่ม Penicillins, ยากลุ่ม Sulfonamide เป็นต้น

    5. Allergic Drug Fever

โดยทั่วไปไข้จะเริ่มหลังจากใช้ยาไปแล้วประมาณ 7-10 วันและจะยังคงมีไข้นาน

เท่าที่ยัง มีการใช้ยาอยู่ และเมื่อหยุดยาไข้ก็จะลดลงภายใน 2-3 วัน และถ้าให้ยาตัวนั้นใหม่ก็จะมีไข้ภายในเวลา ไม่กี่ชั่วโมง

ลักษณะที่ใช้ตัดสินได้ว่าเป็นอาการไข้เนื่องจากการแพ้ยามีดังนี้

ยาที่พบได้บ่อยว่าเป็นสาเหตุของไข้เนื่องจากยาได้แก่ ยากลุ่ม Penicillins ยากลุ่ม

Cephalosporins,Isoniazid,Pyrazinamide,Quinidine,Hydralazine,Methyldopa, Phenytoin

    1. ผื่นแพ้ยาบริเวณผิวหนัง (Cutaneous Eruptions) (2,3,4)

ลักษณะผื่นแพ้ยามีได้หลายแบบ อาจมีตั้งแต่ผื่นไม่รุนแรง จนถึงรุนแรง แบบ Toxic Epidermal Necrolysis

ผื่นจะขึ้นหลังจากได้รับยาประมาณ 2-10 วัน ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดผื่นแพ้ยาแบบนี้คือ Peicillin,Phenylbutazone,Sulfonamide,Phenytoin,Carbamazepine,Glod, Gentamicin

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดการแพ้แบบนี้ คือ Hexachlorophene, Griseofulvin, Tetracycline,Sulfonamide, Chloroquine, Salicylate,Quinidin,Sulfonylurea, Thiazides

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบนี้ได้แก่ Amiodarone,Chlorpromazine, Nalidixic acid,Piroxicam,Furoemide

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดผื่นจ้ำเลือดคือAnticoagulants,Steroid,Cytotoxiddrug,cephaloporin,Bleomycin,Heparin,Quinine

5. อาการอันไม่พึงประสงค์ของยาต่อระบบเลือด (Hematologic Reaction)

เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย ถ้าหากขาดเม็ดเลือดแดง ย่อมทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียซีด เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว

กลไกที่เม็ดเลือดแดงแตกเนื่องจาก การใช้ยามีดังนี้

ตัวอย่างยาที่ ทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบนี้คือยากลุ่ม Penicillins, ยากลุ่ม Cephaloporins ในขนาดสูง ๆ และยา Tolbutamide

ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา แบบนี้ คือ Quinidine,Chlorpromazine,Dipyrone,Rifampicin,Inulin,Isoniazid,Quinine,Chlorpropamide