ฟ้าสางที่เขาพนมรุ่ง

…พนมรุ้งเป็นชื่อของภูเขาไฟที่เคยปะทุและดับไปแล้วเมื่อประมาณหนึ่งล้านปีมาแล้วโน่น บริเวณอีสานใต้นี้มีภูเขา ไฟหลายแห่งเช่นที่พนมรุ้ง ที่เขาพระอังคาร เขาปลายปัด เขาหลุบ เขาสวาย เขากระโดงเป็นต้น แต่ที่เด่นสุดคือเขาพนมรุ้งนี่แหละ ซึ่งภูเขาไฟลูกนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มภูเขาไฟ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอนางรอง ประโคนชัย ละหานทราย และประคำ ในจังหวัดบุรีรัมย์ปัจจุบัน

…ชื่อเสียงของพนมรุ้งน่ะคงไม่ใช่ภูเขาไฟดับแล้วอะไรหรอก แต่มาจากศิลปโบราณสถานอิทธิพลสถาปัตยกรรม ขอมที่ชื่อว่า ประสาทหินพนมรุ้งต่างหาก ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมล่ำค่าของชาติ ปัจจุบันนี้ทางราชการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพ สภาพสิ่ง แวดล้อมเป็นของใหม่เสื่อมหมดเพราะยกฐานะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์และต้องการให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก พนมรุ้งจึงมีโฉมหน้าใหม่เอี่ยมอ่องเหมือนสาวน้อยหลังอาบน้ำประแป้งประโฉมหอมฟุ้ง…

…ใคร ๆ ไม่กลัวพนมรุ้งเสียแล้ว เพราะเดิมที่ตั้งประสาทหินพนมรุ้งและภูเขาไฟลูกนี้เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์แฝง ไว้ด้วยความน่ากลัวพิสดารซึ่งสิ่งที่เป็นปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติมองไม่เห็นตัว เรื่องของผู้พิทักษ์เจ้าที่เจ้า ทางอัน ศักดิ์สิทธิ์ตลอดยุคสมัย และเรื่องของวิญญาณภูติผีปีศาจอดีตกับปัจจุบัน ไม่เหมือนกันเสียแล้ว พนมรุ่งวันนี้มีร้านรวงขายสินค้า ตลอดจนอาหารการกินที่จอดรถ โรงเรียนทันสมัยเกิดขึ้นชนิดไก่บินไม่ตก ทั้งวันมีแต่เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ของผู้คนที่หลั่งไหล ทัศนาจรปราสาทเขาพนมรุ้งชนิดมืดฟ้ามัวดิน

…ความลึกลับชนิดพิสูจน์ไม่ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ใด ๆ จึงถูกกลืนหรือปกคลุมด้วยเทคโนโลยี่ คลื่นมหาชนวัตถุนิยมใหม่ แต่อย่างไร ก็ตามผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ กลัวเขาพนมรุ้งชนิดจับจิตจับใจหรือเข้ากระดูกดำมาจนทุกวันนี้ เพราะผมพบเหตุการณ์สยองขวัญ ที่นี่ชนิดเต็มตาเต็มใจเหตุการณ์นั้นมาเกิดในช่วงย้อนหลังไปไม่กี่ปีในขณะที่พนมรุ้งยังมีความขลัง ด้วยบรรยากาศสิ่งแวดล้อมเก่า ๆ อันทรงอานุภาพอยู่ มาดูกันว่าผมได้สัมผัสพนมรุ่งอีกมิติหนึ่งอย่างไร…

…เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้มีโอกาสร่วมงานขุดค้นทางโบราณคดีของมหาวิทยาลัยทางศิลปเก่าแก่ของชาติใน ฐานะผู้สังเกตการณ์ทำงาน ย้อนอดีตวิชาโบราณคดี ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคกลไก การตั้งสมมติฐานวิเคราะห์ ตามหลักสากลโลก ร้อยแปดพันประการ คณะขุดค้นเลือกสถานที่ขุดที่เขาพนมรุ่งสูงจากเชิงเขาสักประมาณกิโลเมตรเศษ ได้มีการวางผังหลุมขุดค้น ตามหลักวิชา 9 หลุมตามลำดับ

…การทำงานของคณะขุดค้นดำเนินงานไปได้ 4 วันแล้ว ยังไม่ได้หลักฐานที่สำคัญมา จะว่ามีการคำนวณที่ผิดพลาดหรืออะไรก็แล้วแต่ เช่นวันนี้บ่าย 5 โมงเย็นแล้ว ทุกคนหยุดงานเตรียมตัวกลับที่พักซึ่งอยู่บนยอดเขาทางด้านหลังเขาประสาทหิน ซึ่งที่พักเป็นสถาน ที่ราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พวกเราทุกคนเดินทางกลับที่พักท่ามกลางเวลาโพล้เพล้ อากาศเย็นยะเยือก ภูเขาทั้งลูกเงียบ สงัดจนดูวังเวงผิดสังเกต เกือบครึ่งชั่วโมงขณะขุดค้นจึงเดินทางถึงที่พัก หลังจากนั้นทุกคนพักผ่อนปฏิบัติภารกิจส่วนตัว อาบน้ำอาบท่าเพื่อให้สดชื่น หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน..

“เฮ้ย! พี่พจน์ไปไหนวะ ไม่เห็นแกกลับมาด้วยล่ะ..” นี่คือคำพูดของทีมงานคนหนึ่งซึ่งถามหาเพื่อนร่วมงานชื่อเจตน์ หลังจากไม่ เห็นเขาเลย

“แกคงนั่งอยู่ในหลุมขุดมั้ง เพราะว่าเมื่อก่อนห้าโมงข้าเห็นแกนั่งสูบบุหรี่อยู่นี่หว่า คงเพลียอาจจะหลับไปแล้วก็ได้” ใครคนหนึ่งพูดโพลงออกมา หลังจากนั้นพวกเราประมาณ 3 – 4 คนรวมทั้งผมด้วยก็เดินทางลงจากยอดเขา ไปที่หลุมขุดที่ ๆ พวกเราปฏิบัติงานกัน เพื่อตามหาพี่เจตน์ ด้วยความสงสัยในการกลับผิดเวลาของแก พวกเราพอมาถึงบริเวณ แหล่งขุดค้นก็มือพอดีทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสวัดเมื่อถึงปากหลุมคนหนึ่งในจำนวนพวกเราก็ควักไฟฉายออกมาจากกระเป๋าพลางส่องไปรอบ ๆ บริเวณ

…สุดแสงไฟฉายที่ทอดยาวไปข้างหน้า เราทุกคนเห็นสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่งเกิดขึ้นนั่นคือ…เท้าและเครื่องนุ่มห่มท่อนล่างของมนุษย์ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้โบกสะบัดไปตามลม มันคล้ายกับผ้านุ่งของสตรีในสมัยก่อน…ภาพนั้นเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ต่อหน้าพวกเราทุกคน ซึ่งตกตะลึงอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด พวกเราจับมือกันไว้แน่นจนแทบไม่รู้สึกตัว ต่างคนต่างคิดไปนานาว่า ภาพที่เห็นจากแสงไฟนั้นมันเป็นอะไรกันแน่ แต่สักครู่พวกเราก็ทำใจดีสู้เสือ สลัดความคิดต่าง ๆ ให้ออกไปจากสมอง เพราะจุดประสงค์ของเราคือตามหาเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ดังนั้นไฟจึงถูกส่องไปที่ก้นหลุมขุดค้น พวกเราเห็นภาพอย่างถนัดชัดเจน อะไรกันนี่ พี่เจตน์นั่งคุดคู้อยู่ที่ก้นหลุม ศีรษะมีอาการตกลงไปคงจะมีอะไรเกิดขึ้นเสียแล้ว เราต่างก็กรูกันลงไปในหลุมอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงร่างของรุ่นพี่เราก็เอามือไปเขย่าตัวซึ่งร่างนั้นมันเย็นเฉียบพวกเราพร่ำเรียกชื่อของพี่ให้แกรู้สึกตัวพร้อมเขย่าไหล่สองอย่างแรงหลายครั้ง จนได้ผล พี่เจตน์ลืมตาขึ้นมามองโลก และเมื่อแกเห็นพวกเราเข้าแกก็โผเข้าหากลุ่ม กอดรัดเอาไว้แน่น ด้วยเนื้อตัว สั่นระริก..เหมือนกับต้องการให้พวกเราเป็นทีพึงสร้างความอบอุ่นใจให้ ปากคอของพี่เจตน์สั่นพูดด้วยความตื่นเต้นตกใจ “โอย! น้องช่วยพี่ด้วยพาพี่กลับที่พักที เมื่อถึงแล้วพี่จะเล่าให้ฟังทุกอย่างที่พ่อคุณแม่คุณเอ๋ย ลูก กลัวแล้ว อย่ามาหลอกหลอนลูกเลย ฮี่ยย์!

…เมื่อเรานำพี่เจตน์กลับมาถึงที่พักแล้ว พี่เค้าก็เล่าว่า เมื่อตอนที่ทุกคนเก็บเครื่องมือกำลังจะกลับที่พักตอนก่อนห้าโมงเย็น ตัวแกเองด้วยความที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน จึงคิดว่าจะนั่งสักครู่จึงกลับ แล้วแกก็นั่งอยู่ที่ก้นหลุมพลาง ควักบุหรี่ออก มาสูบฆ่าเวลาสักครู่หนึ่งชักง่วงใกล้จะเคลิ้ม อยู่แล้ว แกได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังจุ๊ ปากหลายคนอยู่ที่ปากหลุม จึงเงยหน้าขื้น มามองทันที่…

..โอ๊ะ ที่ปากหลุมนั้น พี่แกเห็นคนหลายคนปรากฏอยู่มีทั้งหญิงและชาย และเด็กจากการสักเกตด้วยสายตกโดย อาศัยแสงสว่างของพระอาทิตย์ใกล้จะพลบค่ำ ที่ส่องลอดเข้ามานั้นพบว่า ผู้หญิงใส่เสื้อแขนยาวจรดข้อศอกสีต่าง ๆ กัน ทำผมแปลกมีทั้งทรงเกล้ามวยและผมที่ม้วนเป็นหลอดปล่อยชายผมงอตกลงข้างซ้ายและขวาของใบหน้า ส่วนผู้ชายไว้ผมมวยก็มี ใส่เครื่องประดับศีรษะก็มี เสื้อผ้านั้นมีหลากสีทั้งสีแดงและน้ำเงินดำและเหลืองทุกคนอยู่ในอากัปกริยาที่ต่างกัน บ้างก็ยืนบ้างก็นั่งยอง ๆ บ้างก็ชะโงกหน้าลงมา มีเด็กสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าชะโงกศีรษะลงมาในหลุมอย่างหมิ่นเหม่น่ากลัวอันตราย จะหัวทิ่มลงมา ในหลุมเข้านะซิ

…พี่เจตน์ได้แต่วิตก แต่ทันใดความคิดดับวูบลงทันที เพราะ เจ้าเด็กกรรมสองคนนั้นยื่นมือยาวเรียว ซึ่งยาวผิดปกติธรรมดา ลงมาในหลุมและ คุณพระช่วย ใบหน้าและศีรษะของเด็กได้ขยายใหญ่ผิดขนาด จนกลายเป็นใบหน้าของชายชราที่เหี่ยวย่น แก้มตอบ ดวงตาทั้งครู่ลึกโหล ริมฝีปากหน้าใหญ่ สองข้างแก้มเหี่ยวย่นเป็นรอยแตก ระแหงจนแลดูน่ากลัวและน่าเกลียดสุดประมาณ มีฟันซี่โต ๆๅ เขยินอยู่ที่ริมฝีปากที่แสยะอ้าสีแดงจัด…

…เท่านี้เองพี่เจตน์บอกพวกเราว่ามันไม่ใช่มนุษย์เสียแล้ว เพราะว่าศีรษะอัน อัปลักษณ์ของเด็กทั้งสองคนนั้น ยื่นและส่ายไปมาราว กับคองู ต่อหน้าแก ซึ่งขนหัวลุกขึ้นดวงตาเหลือกลานอยู่ก้นหลุม คอของร่างนั้นยืดยาวลงมาราวกับคอห่าน มันจะเป็นคนไปได้อย่างไร ผู้เล่า ๆ มาถึงตอนนี้ก็ทำอาการสยดสยองขอพองสยองเกล้า

…พี่เจตน์คงเหนื่อยมาก ตาลายหรือประสาทหลอนไปเอง อย่าคิดอะไรมากเลยพี่ ไม่มีอะไรหรอก พี่ไปนอนเถอะกินข้าวเสียก่อนแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่ รุ่งเช้าพี่จะได้สดชื่นลืมเรื่องนี้ไปเองแหละ และอย่าลืมนะครับว่าพรุ่งนี้เราจะไปดู พระอาทิตย์ขึ้นที่เขาพนมรุ้งนะพี่.. หนึ่งในพวกเรากล่าวขึ้นเป็นการตัดบท แล้วพวกเราก็ช่วยกันหาอาหารมาให้พี่เจตน์กินและก็ประคองแกไปนอนในที่ ๆ จัดไว้คือ นอกชานบ้าน ส่วนคนอื่น ๆ ก็ หาข้าวกินและก็เข้านอนพักผ่อนเพื่อเอาแรงไว้สู้งานวันรุ่งขึ้น ผมเองก็ใจคอไม่ดี กับภาพที่เห็นตอน ไปตามหาพี่เจตน์นั่นแหละ ถึงกับนอนไม่หลับกระสับ กระส่วยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พี่เจตน์นอนอยู่ระหว่างวงล้อมพวกเราหลายคน เพื่อระวังอันตรายให้แกได้อุ่นใจ

“ …โอ้ย ช่วยด้วย เอามันไปให้พ้นผมที ผมจะตายอยู่แล้ว”

พี่เจตน์ซึ่งนอนอยู่ดี ๆ ก็ทะลึ่ง พรวดขึ้นมารองเสียงลั่น ทุกคนตกใจ เข้าไปจับตัวพี่ไว้แน่น พลางถามสาเหตุ พี่เจตน์ร้องไห้โฮ พลางพูดว่า ขณะที่หลับอยู่ ฝันไปว่ามี ชายชราใส่ชุดแดง ใบหน้าเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวมากมานั่งอยู่ข้าง ๆ แก พลางออกปาก ขับไล่ไม่ให้อยู่ที่นี่ ซึ่งในฝันแกเองก็แสดงอาการขัดขืน เมื่อครั้นลืมตาขึ้นมา โอ้ย อะไรกันนั่น!

…วิกฤติการณ์เลวร้ายถึงที่สุดแล้ว ทุกคนในที่นั้นร้องโอ้ย ออกมาเป็นเสียงเดียวกันด้วยความตกใจถึงขีดสุด พลางยกมือปิดหน้า ด้วยความกลัว เพราะร่าง ๆ นั้นยืนหยัดทรงกายลุกขึ้นยืนเต็มตัว ร่างสูงใหญ่ ตระหง่านกลางนอกชานบ้านศรีษะเกือบ จะจรดหลังคาบ้านและทันใดร่างที่น่าสะพรึงกลัวนั้นก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา…

…ท่านผู้อ่านครับ มันไม่ใช่ความฝันหรอกครับ มันมีจริง ๆ เพราะว่าผมแทบจะหัวใจวายขาดใจไปขณะนั้น นั่นเอง ก็ตรงที่หัวนอน ของพวกเราทุกคนนั้น มีร่างของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ในลักษณะยอง ๆ เอาแขนทั้งสองแนบลำตัวโดยที่มือจับเข่า ร่างคน ๆ นั้นแดงทั้งตัว ใบหน้านั้นมองตรงมาที่พวกเราด้วยดวงตาแดงลุกโพลงแสดงความอาฆาตมาดร้าย ริมฝีปากแสยะ และทันใดเจ้าของร่างนั้นก็ยกมือ ทั้งสองขึ้นเบื้องหน้าทำท่าเหมือนกับจะขยี้อะไรสักอย่างหนึ่งให้แหลกละเอียดไปต่อหน้าต่อตา ผมและพรรคพวกร้องไม่ออก ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ได้แต่นั่งตะลึกตัวแข็งอยู่กับที่ จนความตึงเครียดคลายตัวเองลง เราจึงจะล้มตัวลงนอนแต่เหลือบด ูนาฬิกาที่ข้างฝาเรือนมันจะสว่างอยู่แล้ว ตี 4 กว่า ๆ แล้ว พี่เจตน์เองร้องให้สะอึกสะอื้นอยู่ตลอดเวลา ตัวของแกร้อนเป็นไฟ เราจึงรู้ว่าพิษไข้กำเริบแล้วเพราะความตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

…ฟ้าเริ่มสางแล้ว แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าที่ละน้อย ความมืดกำลังจะจากไป ผมและทุกคนบนนอก ชานนั่งเหม่อมองไปข้าง หน้าอย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่พี่เจตน์ผู้หน้าสงสารนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้า ในทันใดนั้น พวกเราทุกคนก็ ได้ยินเสียง ละนาด ฆ้อนตะโพนคนตรีไทยดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนั้นค่อย ๆ ลอยใกล้เข้ามาตามลำดับเป็นเสียงดนตรีวงพิณพาทย์ที่ ใช้บรรเลงในงานพิธีหรือเพลงประกอบขบวนอะไรสักอย่างหนึ่ง และเสียงสุนัขใต้ถุนบ้านก็ห่อนกันขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน และหอนรับกันเป็นทอด ๆ ในขณะที่พวกเราทุกคนเหมือนคนเสียสติรีบแทรกตัวมารวมกลุ่มกอด กันกลมด้วย ความกลัว จับจิต…ภาพที่ปรากฏตรงหน้าบ้านนั้น ผมเห็นขบวนแห่จริง ๆ กำลังเคลื่อนที่ผ่านพวกเราไปอย่างช้า ๆ เครื่องแต่งกายเสื้อแสงของคน ในขบวนแห่ใส่อยู่เป็นแสดงวูบวาบ เมื่อยามตัดกับแสดงอาทิตย์ในตอนรุ่งอรุณ คน 4-5 คนในขบวนแห่ประหลาดหามเสลี่ยงมาบนบ่า ผู้ที่นั่งอยู่บนเสลี่ยงมีลักษณะผิดธรรมดา ซึ่งเมื่อผมเห็นแล้วแถบจะกลั้นใจตายในทันที เพราะคน ๆ นั้นมีศรีษะใหญ่โต โดยที่อวัยวะ ส่วนอื่น ของร่างกายเล็กผิดส่วน ดวงตาเหลือกโปน ผมเผ้ายุ่งเหยิงมีมงกุฏทรง เตี้ยอยู่บนศีรษะ ใบหน้าแดงฉานคล้ายกับเลือดสด ๆ แขนทั้งสองข้างยาวผิดขนาด ห้อยลงมาเกือบจรดพื้น ทุกคนใน ขบวนแห่นั้นไม่ได้สนใจพวกเราที่มองดูอยู่บนบ้านเลย และขบวน แห่นั้น หายไปต่อหน้าต่อตาระหว่าง กอไม้ล้มลุกซึ่งขึ้นอยู่ หน้าบริเวณลานหน้าบ้านพักของทางราชการบนยอดเขาพนมรุ้งนั่นเอง

…ฟ้าสว่างโร่แล้ว วันใหม่เยือนมาอีกครั้งหนึ่งสมควร กล่าวคำว่าอรุณสวัสดิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล แก่กันแต่พวกเรา ผู้ผจญชะตากรรมโหดร้ายพูดไม่เป็นเสียแล้ว คำทักทายอวยพรคำนี้ เพราะถึงขนาดจะเป็นบ้าเป็นหลังกันทุกคน พี่เจตน์นั้นอาการ หนักกว่าเพื่อน ไม่มีความทรงจำใด ๆ เหลืออยู่เลย ร่างเกือบเป็นอัมพาต เคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องถูกส่งตัวกลับกรุงเทพฯ เพื่อการรักษาตัวด่วน พวกเราคนอื่นเห็นพร้อมใจกันกลับกรุงเทพเช่นกัน โดยไม่มีวันลืมพนมรุ้งยาม ที่มีชีวิตชีวา รุ่งอรุณวันนั้นมา จนกระทั้งทุกวันนี้ เราไม่มีโอกาสจริง ๆ ที่จะนึกถึงคำทักทายแบบไทย ๆ ว่า อรุณสวัสดิ์ หรือ กู๊ดมอร์นิ่ง แบบฝรั่งได้ เพราะ ราตรีสวัสดิ์อีก คำหนึ่งที่เราพูดกันแทบจะไม่เป็นอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นมา …สินธุ คลิ๊กแบนเนอร์ให้บ้างนะครับ