บทสัมภาษณ์ ร.ต.อ. ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

ผมเลือกสายตำรวจตระเวนชายแดน  ทั้ง ๆ ที่ผมสอบเข้าได้คะแนนดี เขาก็จะไม่เอาผม เพราะเขาบอกว่า ผมจบมา ทางการทูต  ผมก็บอกว่า  ถ้าคุณรับสมัครแล้วคุณไม่เอา ผมฟ้องกรมตำรวจนะ เรียกค่าเสียหายได้เยอะ

สัมภาษณ์ :  ในคอลัมน์ของคุณเคยเขียนเรื่องสายลับ  ได้ดูหนังเดอะแจ็คกัล หรือไม่  เรื่องนี้สะท้อนขีวิต ของคาร์ลอส ผู้ก่อการร้าย ระดับโลก

...ดร.นิติภูมิ :  ไม่ได้ดู

คุณเคยเขียนว่า  สมัยที่เรียนอยู่มอสโก  เคยได้รู้จักกับพวก  PLO (ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์  ซี่งมียัสเชอร์  อาราฟัต  เป็นผู้นำบรรณาธิการ)

ถ้าพวก PLO  คงไม่ใช่  ครั้งแรกผมเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ  แต่ข่วงหลังด้านภาษารัสเซียผมไปไม่ไหว  ผมอ่อนมาก  แล้วบังเอิญมีเพื่อนหญิงที่เรียนดร. มาทางด้ายภาษาอังกฤษ  ก็พูดเป็นภาษาอังกฤษช่วงหลังผมก็มาเรียนที่สถาบันอิชา  (สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา)  ของมหาวิทยาลัยมอสโก  คนที่จบจากสถาบันนี้ส่วนมากจะทำงานเกี่ยวกับเรื่องระหว่างประเทศ  เอาไปเป็นเอกอัครราชทูต เอาไปเป็นพวก KGB  แล้วก็เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกประเทศอดีตสังคมนิยมทั้งหลาย  บัณฑิตอิชาส่วนมาก็จะเป็นสมองของประเทศเหล่านี้  ไม่ว่าประเทศเวียดนาม  ลาว คิวบา กัมพูชา ฯลฯ

            ที่รัสเซีย  คุณเรียนในระดับใด

            ปริญญาเอกครับ  ผมจบปริญญาตรีที่รามคำแหง  ส่วนปริญญาโทผมเรียน 2 แห่งในเวลาเดียวกัน  เรียนที่ภาควิขาผังเมือง  คณะสถาปัตย์  จุฬาฯ  และก็เรียนที่คณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แต่ว่าก่อนหน้าที่จะจบปริญญาตรี  ผมเรียนสถาบันการศึกษาทางสหกรณ์  ก่อนหน้าที่จะจบสถาบันการศึกษาสหกรณ์  ผมได้ทุนไปเรียนที่ออสเตรเลีย  และก็ได้ทุนกองทัพบกของออสเตรเลีย  เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบกพอร์ต สมัยพันเอก (พิเศษ)  เกรียงเดช  พลางกูร  เป็นผู้ช่วยทูตทหารบก

            พอสิ้นสุดไฮสคูลก็ไปอยู่โรงเรียนเตรียมภาษาสำหรับทหารที่ฐานทัพอากาศพ้อยคุก  รัฐวิกตอเรีย  เขาก็ส่งผมกลับ  แล้วก็นำตัวมาคุยที่สวนรื่นฤดีตอนนั้นผมอายุ 19 ปี  เขามองในแง่ที่ว่า  ผมชอบเรื่องสหกรณ์  อาจจะเป็นพวกโซเวียตหรือพวกซ้ายทำนองนั้น  เพราะเขาคิดว่าสหกรณ์ใกล้กับคำว่าคอมมูน  ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เลย

            พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน  เป็นผู้นำสหกรณ์ท้องถิ่น  แล้วก็กู้เงินสหกรณ์แม่ผมเป็นขาวสวนและแม่ค้าขายของ  ผมจะชินกับคำว่าสหกรณ์มาก  จึงคิดถึงแต่เรื่องรัฐกับสหกรณ์อยู่ตลอดเวลา  แต่เขาก็สงสัยผม  เมืองไทยสมัยนั้นผู้นำบ้าอำนาจ  กลัวคอมมิวนิสต์ไม่ลืมหูลืมตา

            ได้แนวคิดสหกรณ์มาจากคุณสด  กูรมะโรหิต ?   (นักเขียนใหญ่ในอดีตที่เป็นตัวแทนแนวคิดสหกรณ์  มีผลงานสำคัญ เช่น ปักกิ่ง นครแห่งความหลัง  และเมื่อหิมะละลาย-บรรณาธิการ)

            ไม่ครับ  ผมจะอ่านอะไรพวกนี้บ้าง  แต่แนวคิดหลัก ๆ มาจากสหกรณ์แถวบ้าน  เพราะคนในหมู่บ้านกู้สหกรณ์กันเยอะ  แถวที่บ้านพ่อเขารับวารสารเกี่ยวกับสหกรณ์  พออ่านมาก ๆ ก็มองว่า รัฐสหกรณ์น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศได้

            เมืองไทยสมัยนั้น  ทางกอ.รมน.  (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน)  อาจไปจับคำว่า รัฐกับสหกรณ์ไปใกล้กับคำว่า “คอมมูน”  เป็นพวกมาร์กซิสม์ไป  ใครก็ตามที่อยากจะผลักดันสหกรณ์ถูกมองว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หมด  แล้วเขาก็คงไม่ชอบแบ็คกราวด์ผมเท่าไร  อาจจะเป็นเพราะว่า ป.2-.7  ผมเรียนที่โรงเรียนศรีหฤทัย  ซึ่งเป็นโรงเรียนของชาวญวนที่นับถือศาสนาคริสต์  นิกายโรมันแคทอลิก  อยู่ที่  อำเภอ ขลุง  จังหวัดจันทบุรี  แต่เป็นญวนอพยพกันมานานนมแล้ว  แบ็คกราวด์พวกนี้ทำให้ถูกสงสัย

            คุณนิติภูมิเป็นแคทอลิก ?

            ผมเป็นชาวพุทธครับ  แต่ที่ ๆ ผมอยู่มันเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม  คนจีนก็มี (แถวตราด)  คนเขมรก็มี คนญวนก็มี  ไทยก็มีใครอยู่ตรงแถบนั้นจะมองโลกได้กว้างขึ้นกว่าเด็กชนบทะรรมดานิดนึง

            ทำให้ถูกมองในแง่ไม่ดีด้วย

            เขาจะมองเราในแง่ไม่ดี  ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ  เพราะว่าช่วงนั้น  สถานการณ์มันล่อแหลม  เราต้องเห็นใจความคิดทหารที่ดูแลประเทศ

            ประมาณปี ? 

            ผมเริ่มคิดเรื่องเกี่ยวกับสหกรณ์ตั้งแต่เด็ก ๆ เริ่มมาแรงประมาณปี  2516 – 2518  หลังจากคุยกันแล้วเขาบอกว่า  ผมไม่มีความผิดอะไร  แต่ก็ไม่ได้ส่งผมกลับไปเรียนหนังสือ  ผมก็เลยไปสมัครสอบเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาทางสหกรณ์  และก็เป็นประธานนักศึกษาสหกรณ์รุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับดร. วัลลภ  ลำพายม ณรงค์พล พัฒนศรี  ตอนนี้เพื่อน ๆ ก็ อยู่ซี 6 ซี 7 กันหมดแล้ว

            ตอนถูกเรียกไปคุย ตอนนั้นคิดอย่างไร

            เป็นการสอบสวนแบบไม่เป็นทางการ  ส่วนมากจะเช็คระบบวิธีคิดเท่านั้นเอง  ช่วงนั้น  ในขณะกำลังถูกสอบสวน  มีคนเข้ามาติดต่ออยู่ท่านหนึ่งชื่อ  ...  อนันต์  เสนาขันธ์  บางคนก็เข้ามาติดต่อให้ไปเรียนที่เวียดนาม  แล้วจึงส่งไปเรียนที่โซเวียต  ผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์  ผมก็ไม่ไป  ผมไปปักษ์ได้กับท่านอนันต์  เสนาขันธ์  ไปที่วัดหลังศาล  .ภูเก็ต  ไปอยู่กับท่าน

            ตอนนั้นท่านบวช  ผมเองตอนนั้นอยากจะศึกษาว่า  คนที่เขาคิดกันอะไรอย่างนี้  เขามีตื้น ลึก หนาบาง  อย่างไรบ้าง  อยากจะรูว่าท่านอนันต์เป็นอย่างไร  เพราะช่วงนั้นขบวนการชนวนของเขาก็กำลังดัง  ผมสนใจอะไรแปลก ๆ

            ช่วงนั้นท่านทำอะไรบ้าง

            เวลาไปกับท่าน  ท่านก็จะสอน  ท่านอยากจะคุยความคิดของท่านให้ผมฟังเท่านั้นเอง  แล้วก็อยู่ด้วยกันและก็ติดต่อกันมาตลอด  แม่แต่สมัยท่านอยู่ในคุก  ผมอบรมที่สามพราน  ท่านก็มีจดหมายไปหา

            น่าชื่นชมนะ  เพราะเป็นขบวนการที่ต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง

            ถ้าเป็นเรื่องต่อต้านฉ้อราษฎร์บังหลวง  ผมก็เห็นด้วย  แต่ผมว่าเขาใช้วิธีการรุนแรงไปในการที่จะแสดงแนวคิด  ในการดำเนินการก็ค่อนข้างจะรุนแรง  แล้วในการเขียนหนังสือก็ค่อนข้างจะเปิดโปงผู้คนโดยไม่ค่อยมีหลักฐานที่ชัดแจ้งออกมา  บางทีก็ไม่เป็นธรรมกับคนที่ถูกเขียนถึงคนเขียนหนังสือถ้าใจไม่เป็นธรรม  อาฆาตมาดร้าย  คิดแกล้งคน  คนเขียนก็ไม่มีความสุข  ไม่ได้รับเกียรติอย่างยั่งยืน

            ตอนเป็นนายร้อย  คุณเป็นเด็กมีปัญหา

            ปี  2527  กรมตำรวจอยากได้นายตำรวจที่มีวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตกับรัฐศาสตร์บัณฑิตไปอบรมเป็นนายร้อยตำรวจ  เรียกวาเป็นนายร้อยตำรวจ  นบ., รบ. รุ่นที่ 15  ทีนี้ผมจบปริญญาตรีทางการทูต  เขาจะรับเฉพาะคนจบบริหารรัฐกิจกับการปกครอง  แต่ประกาศจองกองอำนวยการศึกษาเป็นประกาศที่สะเพร่า   เขาเขียนว่า  รับสมัครคนที่จบนิติศาสตร์บัณฑิต  หรือรัฐศาสตร์บัณฑิต  (การปกครองหรือการบิหารรัฐกิจ)  หรือศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์)

            ทีนี้วุฒิศิลปศาสตร์บัณฑิตเขาวงเล็บว่า  รัฐศาสตร์เฉย ๆ  แล้วผมก็ไปสมัครสอบได้  ถ้าจำไม่ผิดผมทำข้อสอบได้  99  คะแนน  ผมเลือกสายตำรวจตระเวนชายแดน  ทั้ง ๆ ที่ผมสอบเข้าได้คะแนนดี  เขาก็จะไม่เอาผม  เพราะเขาบอกว่า ผมจบมาทางการทูต  ผมก็บอกว่า  ถ้าคุณรับสมัครแล้วคุณไม่เอา  ผมฟ้องกรมตำรวจนะ  เรียกค่าเสียหายได้เยอะ  จำได้ว่าตอนนั้น  ผมก็ขู่ว่าจะฟ้องหากไม่รับผมเข้าไป  เพราะว่าผมเก็บหลักฐานไว้หมด  เขาเขียนว่ารับสมัครคนที่มีวุฒิเท่านั้นเท่านั้น  แล้วผมก็มีวุฒิถูกต้องตามนั้น  ตกลงเขาก็ยอม  ผมเข้าไป  เพื่อน ๆ  นายร้อยจำนวน 600 นาย  ก็เลือกประธานรุ่น

            อยู่ในนั้นก็มีสิ่งที่ไม่ถูกต้องหลายอย่าง  เช่น  การปรุงอาหาร  เพราะแกงมีแต่พวกผัก แกงมะเขือใส่วิญญาณเนื้อ  คือเนื้อไม่ค่อยมี  ก็ประท้วงกันบ้าง อยู่ในนั้นผมจะถูกทำโทษบ่อย  เพื่อน ๆ ได้ออกในวันเสาร์อาทิตย์  แต่ผมมักจะถูกทำโทษให้อยู่แต่ในโรงเรียน  ทำหน้าที่ลอกสระน้ำ  ขัดส้วม  ทำความสะอาดอะไรพวกนี้  ผมไม่ได้มีความคิดต่อต้านนะครับ  สามพรานเป็นสถาบันที่ดีมาก  ได้พวกครีมของชาติเข้าไปเรียน  เมื่อเห็นอะไรไม่ถูกต้องผมก็จะบอก  ใช้คำสุภาพทุกครั้ง  ไม่รุนแรงเหมือนคนอื่น  เรียนผู้บังคับบัญชาเงียบ ๆ แล้วก็ถูกทำโทษเงียบ ๆ เหมือนกัน  ผมไม่ใช่เป็นคนต่อต้านนาย  แล้วก็ไม่เคยคิดขัดขวงอะไรใคร  นอกจากมันไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรงจริง ๆ

            ผมอยู่ที่สามพรานประมาณ 4 เดือน  แล้วไปเรียนต่อที่ค่ายพระราม 6 อำเภอชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี  ไปเรียนหลักสูตรรบนอกแบบ  รบในแบบ  และก็นักโดดร่ม  ตอนหลังก็ผ่านหลักสูตรมวลชนสัมพันธ์  หลักสูตรพวกนี้จะเรียนเรื่องระเบิดบ้าง  โดดร่มบ้าง  เรียนเรื่องอาวุธ  เรียนอะไรที่แปลก ๆ ไม่ถึงขนาดหน่วย SEAL ของสหรัฐ  แต่ก็มีอะไรที่…….

            เข้าข่ายคอมมานโด

            ครับ  คือชาวบ้านเขาจะรบกันในแบบ  ส่วน  ตชด.  อย่างพวกผมจะรบนอกแบบ  ต้องทาหน้าดำ ๆ สามารถที่จะหลับตา  ปิดตาแล้วประกอบอาวุธได้  เรื่องระเบิดนี้ขำนาญ  (หัวเราะ)  ผมเรียนจนจบหลักสูตรการรบทุกอย่าง  แล้วก็มาเป็นตำรวจตระเวนชายแดน  ได้รับพระราชทานยศร้อยตำรวจตรี

            ชีวิตเบี่ยงเบนจากถูกมองเป็นซ้าย  ก็กลายมาเป็นพวกใช้กำลังต้องปรับใจอย่างไร

            ไม่ ๆ คือผมคิดว่า  ตัวเองเป็นแค่นักการศึกษา  อยากจะรู้เรื่องของโลกให้ทุกด้านก่อนที่อายุจะ 40 ปี  อยากให้ชีวิตชั่วเคยมี ดีเคยผ่านไม่ขอบขีวิตใส ๆ อาโนเนะ  อะไรทำนองนั้น  พอมาเป็นตำรวจ  ตอนนั้นไปเป็นผู้บังคับหมวดกองร้อยที่ 9 ที่จังหวัดกาญจนบุรี  ในขีวิตอยากจะรู้เรื่องของตำรวจด้วย  วางแปลนไว้ว่าได้รับพระราชทานยศซักร้อยตำรวจเอก  ก็จะลาออก  เรียกว่า  เราเป็นนักการศึกษาซะมากกว่า  อยากจุรู้นั้นรู้นี่  อยากจะเป็น Generalist นะครับ  ไม่ขอบชีวิตของ Specialist

            คนเรามันจะมี 2 อย่าง  อย่างหนึ่งเราจะเป็นสเปเชี่ยลลิสต์  เราจะเรียนปริญญาตรีด้านนั้  โทด้านน้ เอกด้านนี้  แล้วก็ยึดเป็นอาชีพไปตลอดชีวิตแต่ชีวิตผมวางคอนเซ็ปต์ไว้ว่า  อยากรู้เรื่องต่าง ๆ ให้มากที่สุด  ตรงไหนดีก็เอามารวมกันแล้วก็เอามาประมาวลเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่จะเอาไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาได้  (แนวคิดทำนองนี้เรียกว่า  สหวิทยาการ  เหมาะมากสำหรับการเขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ – บรรณาธิการ)

            ปัญหาหลักของบ้านเราคือ  ประเทศเรามีคนรู้เฉพาะด้านมาก  แล้วก็เทิร์นตัวเองเป็นนักการเมือง ไปทำงานให้บ้านเมือง ผลสุดท้ายบ้านเมืองก็แย่เพราะมองปัญหาได้เพียงด้านเดียวขณะที่ตัวเองจะต้องรับผิดชอบอยู่หลายปัญหาฉะนั้น  ผมจึงพยายามรู้เรื่องของสหกรณ์  แล้วก็รู้เรื่องตำรวจ  เป็นประธานนายร้อยตำรวจ คือ นบ., รบ. รุ่น 15 คนแรก รุ่นผม  600 นาย ในช่วงเรียนรู้ทุกคนก็เอาปัญหามาเล่าสู่กันฟัง  บางทีเพื่อนมีปัญหาก็จะโทรมา  ทั้งสายสอบสวน สายสืบสวน สายปราบปราม  สายตำรวจตระเวนชายแดน  ผมจึงรู้ปัญหาของกรมตำรวจ  เรียกว่าหลับตาก็พอมองเห็นบ้าง

            กรมตำรวจมีปัญหาอะไรบ้าง

            คนทั่วไปมักมองตำรวจว่า  เป็นคนไม่ดี  แต่ผมว่า  ตำรวจเป็นอาชีพที่น่าสงสารมาก  ทุกคนที่ทำงานในกรมตำรวจขณะนี้ไม่ค่อยสนใจกับงานสักเท่าไหร  ที่กลัวที่สุดก็คือการตกรุ่น  ผมเป็นร้อยเอก  เพื่อนไปพันตรีพันโทกันหมดแล้ว  ผมก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ทันรุ่น  ไม่ว่าจะหาเงินให้นายเอาใจเมียนาย  พาหมานายไปสระขน  ไปฉีดยา  ชีวิตมี 7 วัน   ใกล้ฤดูโยกย้ายจะต้องวิ่งซะ 6 วันครึ่ง  ลูกเมียจะเป็นยังไง  บางครั้งก็ไม่มีเวลาไปนึกถึง  เป็นตำรวจไทยน่าสงสารมาก  ชีวิตตำรวจที่แท้จริงนั้น  เหนื่อยมาก  ยศร้อยเองเป็นรองสารวัตรจะขึ้นเป็นสารวัตรก็ต้องวิ่ง  จากสารวัตรจะไปเป็นรองผู้กำกับก็ต้องวิ่งความกลัวที่จะตกรุ่นตกยศ  ตกตำแหน่ง  เป็นเรื่องน่าสงสารที่สุดของตำรวจ 

            ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง  เป็นตำรวจนี่เป็นตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ  ผู้ร้ายไม่เคยประกาศเวลาปล้น  ว่าจะทำการปล้นตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.30. นึกอยากจะปล้นก็ปล้น  ตี 5 ตี 4 ก็ปล้น  เวลาตำรวจนอนน่าสงสารมาก  ต้องเอาวิทยุไว้ที่หัวตลอดเวลา ไม่รู้ว่านายจะเรียกขึ้นมาเมื่อไหร่

            บางทีตี 3 ตี 4  ออกตรวจตราท้องที่  มองไปบนบ้านเห็นไฟปิดนอนกันทั้งครอบครัวแล้วก็อิจฉา  นึกว่าดึกดื่นป่านนี้  มีแต่เราเฝ้าถนน  บางทีกลางวันแดดเปรียง ๆ ต้องแต่เครื่องแบบรัดดิ้ว  ใส่ ท็อปบูทรัดข้อ  ใส่หมวกมีผ้าปิดปากปิดจมูก  เคยนึกสงสารตำรวจกันบ้างไหมครับ

            สมัยเป็นร้อยตรี  ตี 2 ตี 3 ตี 4 ตี 5  งานมันหนักตลอดเวลา  แต่เงินมันน้อยมาก  มันไม่พอ  เฉพาะแค่ซื้ออาหารใส่ปากเมียกับลูกก็หมดแล้วกำลังใจจากประชาชนก็ไม่มี  ประชาชนใช้ตำรวจหนักมาก  แถมยังมองว่าตำรวจโกงกินอะไรทำนองนี้อีก  นี่คือปัญหาที่ต้องแก้  แต่ไม่ใช่แก้ด้วยการด่าตำรวจ

            มีคลิกทางจิตวิทยาอยู่อีกอย่างหนึ่งว่า  ทำยังไงตำรวจถึงจะไม่ต้องกังวลเรื่องยศ  เรื่องตำแหน่ง  ต้องค้นหาระบบการเลื่อนยศแบบคุณธรรมมาใช้ให้ได้  ถ้าตราบใดการเลื่อนยศยังอยู่ที่นาย  ก็จะเป็นวัฏจักรที่จะต้องวิ่งกันอยู่อย่างนี้

            รู้สึกจะมีผู้พิพากษาท่านหนึ่งออกมาพูดเรื่องเครื่องแบบของตำรวจและให้เลิกยศ  ความคิดของท่านก็น่าสนใจ  ถ้าเลิกยศ  ก็จะได้คนที่ชอบงานตำรวจจริง ๆ เข้ามาทำงาน  แต่มองอีกแง่  ยศก็คือรางวัลของการทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจองตำรวจ  งานประเภทอื่นไม่เสี่ยง  ก็ไม่มีรางวัลประเภทยศให้

            ทุกวันนี้เราเกลี่ยทรัพยากรบุคคลไม่ค่อยถูกต้อง  คนฉลาดระดับครีมของประเทศน่าจะเอาไปเป็นนักวิจัย  นักวิทยาศาสตร์  เป็นครูบาอาจารย์เพราะอยากได้ยศ  อยากได้เครื่องแบบ  ก็มาสมัคราเข้าเป็นตำรวจ  ผมว่าบุคคลากรในกรมตำรวจเป็นทรัพยากรชั้นยอด  แต่ระบบไม่ดี  ต้องแก้ที่ระบบหรือเอาคนที่ฉลาดน้อยกว่านี้หน่อยมาเป็นก็ได้  เลิกเสียทีได้ไหมสำหรับค่านิยมที่คนสอบได้ที่ 1 ต้องมีอาชีพเป็นบุคคลในเครื่องแบบ

            สู้เอาคนที่ฉลาดน้อยกว่า  แต่มีสปิริตมากกว่า  เป็น สปิริตรับใช้สังคม สปิริตตำรวจ อย่างนี้  ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นบ้าง

            ไม่คิดว่า  ปัญหาตำรวจเป็นปัญหาเศรษฐกิจ  เงินเดือนน้อย

            คิดครับ  ตรงนี้จำเป็นมาก  เพราะว่าตำรวจบ้านเราไม่เหมือนต่างประเทศ  เปรียบใกล้ ๆ กับมาเลเซีย เขาจะมีสวัสดิการตำรวจดีมาก  เช่นว่า  เวลาโยกย้าย  จะย้ายไปแต่ตัว  พอย้ายไปถึงจะมีบ้านพัก มีตู้เย็น มีทีวี อะไรพร้อมหมด  แต่ที่บ้านเรา  ปืนก็ต้องซื้อเอง  พิมพ์ดีดก็ต้องซื้อเอง  วิทยุก็ต้องซื้อเอง  น้ำมันบางทีจะไปจับผู้ร้าย  บางครั้งก็ต้องไปหามาเอง  มันไม่พอนะ   ถ้าไม่พอ  เขาก็ไปขอสปอนเซอร์จากใครล่ะ  จากอาบอบนวดบ้าง  จากซ่องบ้าง  พวกขายหวยเถื่อนบ้าง  เมื่อไปขอเขาแล้วพอคนพวกนี้ทำผิด  ตำรวจก็ไม่กล้าจับ

            กรมตำรวจไทยมี 2 ระบบซ้อนกันอยู่  คือระบบราชการกับระบบผลประโยชน์  เป็นกรมตำรวจที่อาจจะหนุนหลังด้วยซ่อง บาร์ ยาเสพติด

            ใช่ครับ แต่ถ้าแก้รุนแรง  คนที่คิดแจะถูกต่อต้านมากเลยกรมตำรวจมีบุคคลากรเกือบ 200,000 นาย หากเขาต่อต้านใคร คน ๆ นั้นจะไม่เจริญ  ไม่ว่าจะทำอะไรจะมีขบวนการ  “สกัดดาวรุ่ง”  อยู่ตลอดเวลาใครที่แก้ไขอะไรตูมตาม  จะมีปัญหากับตำรวจทุกคน  และจะหมดอนาคตไปเลย  ผมเห็นว่าปัญหาตำรวจ  ต้องใช้คนที่รู้จริง  คนที่คิดอะไรเป็นระบบคน ๆ นั้นต้องมีคุณธรรม  มีความยุติธรรมสูงด้วย  จึงจะได้รับการยอมรับและจะต้องแก้ไปทีละจุดสองจุดอย่างต่อเนื่อง  จึงจะพบความสำเร็จ

            ประสบการณ์ตอนเป็น ตชด.

            ตชด.ก็คือทหาร หากเอาทหารไปรบ  ก็จะกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ  มันกลายเป็นต้องเกี่ยว เนื่องกับกฎหมาย ระหว่างประเทศแต่ถ้าเป็นตำรวจซะ  มันเป็นเรื่องของ  Domestic  พอเป็นเรื่อง  Domestic  ต่างประเทศก็จะมาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้

            นายร้อยรุ่นผมถูกลูกน้องยิงตายหลายคน  ถูกโจรยิงตายก็มาก  กดดันจนต้องยิงตัวเองตายก็มี  ผมอยู่เมือง กาญจนบุรีได้พักหนึ่งก็ลาออกมาสมัคร ส..  พอกลับเข้าไปใหม่  ก็ไปอยู่แผนก  5  ทำหน้าที่ปฏิบัติการจิตวิทยา  บังคับยัญชา ครูตระเวนชายแดน  และงานลูกเสือชาวบ้าน  งานวงดนตรีที่ออกไปช่วยชาวบ้านเป็นงานหลัก

            พล...  ชาติขาย  ฉานอรุณ  ท่าน ชอบงานการข่าว   ก็เอาผมมาช่วยราชการที่แผนก 4 (ต่อต้านข่าวกรอง)  ที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการอำนวยการ  ท่านให้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าวลับในเมืองและปริมณฑลที่ 1 ผมว่าการข่าวของ ตชด.  จะลึกกว่าข่าวของหน่วยอื่น ๆ เพราะ ตชด.มีกองกำลังเป็นหมื่นคนทั้งในเมืองและอยู่ในป่า  ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะเข้ามาสู่งานข่าวของ ตชด.  อย่างตรงไปตรงมา  ไม่ต้องผ่านผู้ว่าฯ ยิงตรงจากป่าเข้าเมืองเลย  นักการเมืองคนไหนขนกัญชา ทำอะไรต่าง ๆ จะรู้หมด ส่วนข่าวของตำรวจท้องที่จะต้องผ่านหลายขั้นตอน  ไหนจะนายอำเภอผู้ว่าฯ  ผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ กว่าจะถึงอธิบดี  มันกลายเป็นข่าวเก่าไปแล้ว ต่างจาก ตชด. ที่ข่าวเป็นข้อเท็จจริงและสดมากกว่า

            ไม่สนุก  เพราะไม่ค่อยมีอะไรแล้วในช่วงนั้น  ถ้าเป็นช่วง 14 ตุลาคม 2516  จะมีอะไรให้ทำมากกว่า

            บางทีผมให้ลูกน้องปลอมตัวไปหาข่าว  ไปหมกตัวอยู่ในพื้นที่  แล้วออกไปพบปะผู้คน  ผมไม่ค่อยได้ปลอมตัว  เพราะคนรู้จักเยอะ(หัวเราะ)  บางทีก็หมกตัวเป็นนักศึกษาก็มี  เป็นแม่ค้า  เป็นพ่อค้า  เป็นสารพัดอย่าง คนทำงานข่าง  ต้องเป็นได้ทุกอย่าง

            ทำงานข่าวนาน ๆ ทำให้เราเป็นคนเชื่ออะไรยาก  โดยเฉพาะอะไรก็ตามที่ออกมาทางสื่อ  แต่เราจะไปโทษสื่อก็ไม่ได้  สื่อเองก็ต้องระมัดระวังในเรื่องภาพพจน์ต่าง ๆ ของตัวเองด้วย

             นักการเมืองบางคนภาพพจน์งดงาม  แต่เบื้องหลังการสร้างเนื้อสร้างตัวแย่มาก  บางคนก็สร้างตัวด้วยยาเสพติด  บางคนก็สร้างตัวด้วยซ่อง คลับบาร์ แต่พอมาถึงระดับบนก็เปลี่ยนภาพพจน์ตัวเอง  ทีนี้สิ่งที่เคยฝังอยู่ในหัวบางทีก็สลายยาก  คนที่เคยทำอะไรผิด ๆ มาแล้ว เมื่อขึ้นสู่ข้างบน  ผมยังเชื่อว่าก็ยังต้องเอื้ออำนวยให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง  ถึงแม้ว่าตัวจะไม่ได้ทำเองแล้ว  แต่พวกโน้นยังรู้เบื้องหลัง  ขออะไรก็จะต้องให้  นักการเมืองพวกนี้อันตราย  เป็นที่มาของการเล่นพรรคเล่นพวก

            การต่อต้านข่าวกรองมีหลายระดับ งานของคุณถึงระดับทำลายเป้าหมายหรือไม่

            เขาพูดกันในภาษาข่าวว่า “สกัดดาวรุ่ง”  เป็นการทำลายอนาคตคน  งานแบบนี้ทาง ตชด. ไม่ทำ  งานของผมก็ไม่มีเรื่องนี้ หน้าที่ของผมคือไปหาข่าว เอามาส่งให้ผู้บังคับบัญชา คนที่สนใจเรื่องนี้จริง ๆ ก็คือ พล...ชาติชาย  ฉายอรุณ  สมัยนั้นท่านเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน  ท่านใช้ผมตั้งแต่ท่านเป็นผู้บังคับการ  เรื่อยมาจนถึงรองผู้บัญชาการและผู้บัญชากากร  ตอนเป็นผู้บัญชาการ  ท่านก็อนุญาตให้ผมไปเรียนต่อที่รัสเซีย

            ท่านใช้บริการของผมยาวนานมาก  ส่วนท่านจะเอาข่าวจากผมไปทำอะไรนั้น ผมไม่ทราบ  เพราะเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา  ผมมียศแค่ร้อยตรีร้อยโท  ร้อยเอก  ท่านเป็นนายพล  ท่านสั่ง  ถ้าสิ่งที่สั่งไม่ผิดกฎหมาย ผมทำ

            โครงการสกัดดาวรุ่งมีรูปธรรมอย่างไรบ้าง

            คนที่มีเบื้องหลังเลว ถ้าบังเอิญมาอยู่ในลู่วิ่ง ก็ต้องมีการสกัดผมไม่ทราบง่าทางราชการไทยทำอย่างไรกันบ้าง  แต่อาจจะสกัดด้วยการปล่อยข่าว  ด้วยการทำลายธุรกิจไม่ให้มีเงินมาเล่นการเมือง  พอชื่อเสียงเสีย  อะไรที่มันรุ่ง ๆ ก็ถูกทำลาย  เคยกู้ธนาคารได้  ก็กู้ไม่ได้  แบงก์รับข้อมูลในแง่ที่ไม่ดีไม่มีเครดิต

            กรณี  แคล้ว  ธนิกูล   ถือว่าเป็นการสกัดดาวรุ่ง

            ถ้าเป็นความคิดของผมเอง ผมเชื่อว่าใช่

            เพราะเขาจะเข้าลู่วิ่งเป็นส..

            ผมรู้เรื่องคุณแคล้วน้อยมาก  ผมไม่ทราบว่า เขากำลังจะเข้าลู่วิ่งหรือเปล่า

            เมื่อเคยอยู่หน่วยข่าว ก็เป็นผลดีในการเขียนหนังสือ  อย่างน้อยก็หาข้อมูลเก่ง

            ช่วงหลังผมไม่ค่อยได้หาข้อมูลในเมืองไทยเท่าไหร่  ชอบศึกษาข้อมูลในระดับภูมิภาค  เช่น ข้อมูลในกลุ่มอาเชี่ยน  อาจจะเป็นข้อมูลของอินโดนีเชีย มาเลเชีย  ของลาว เขมร พม่า แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้มาเรียงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลขางตัวที่ได้มาขณะนี้  เป็นข้อมูลจากต่างประเทศบ้างก็ประมวลว่าจริงเท็จขนาดไหน  ผมเป็นคนที่ชอบชั่งข้อมูล ถ้าข้อมูลที่ชั่งแล้วไม่มีน้ำหนักเลย  จะไม่เอามาใช้เลย

            ผมว่า  บางที  หน่วยงานของไทยอาจจะสาวยังไม่ถึงข้อมูบบางอย่างเพราะงบประมาณเราน้อย  ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา  ปี 1945  โลก ก็แบ่งเป็น 2 ค่าย  เราก็ประกาศตัวว่า  เราจะอยู่ค่ายเสรีประชาธิปไตย  เราก็ตัดค่ายคอมมิวนิสต์ไปเลย  ทั้ง 2 ค่ายก็มีหน่วยงานของเขา  อเมริกามีซีไอเอซึ่งร่วมงานกับหน่วยมอสสาดของอิสราเอล  และโยงไปถึงหน่วยเอ็มไอ 5 เอ็มไอ 6 ของอังกฤษ  ส่วนทางซีกคอมมิวนิสต์เป็นพวกเคจีบี  อะไรทำนองนั้น

            หน่วยข่าวกรองทั้งสองค่ายจะสืบไปทั้งโลก  ทุกเรื่อง  ดาวเทียมจะจับไปตลอด  เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

            สำหรับรัสเซียเอง  ข้อมูลต่าง ๆ ก็ถูกนำไปใช้กำหนดนโยบาย  ผมไปรัสเชียหลังยุคสงครามเย็น  บางทีก็ได้เห็นข้อมูลนั้น  หลายครั้งที่ได้พบกับคนที่เคยเป็นเคจีบีเก่า ๆ ที่เคยอยู่ในพม่า ไทย ลาว ญวน และเขมร

            ในโลกนี้มันมีการบลัฟกันเยอะ  เช่น  คุณรับเงินต่างขาติมา 300 ล้าน เอามาตั้งพรรคการเมือง  เมื่อรับมาแล้วต่างขาติก็ย่อมคิดว่า   คุณจะโปรเขาหากคุณมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำร้ายประเทศของเขา  เขาก็จะบลัฟคุณ “ผมมีประวัติคุณหมดเลยนะ  คุณคิดยังไง”

            ยกตัวอย่าง  ประธานาธิบดีคลินตัน  ทั้งซีไอเอ และเอฟบีไอ หรือ หน่วยข่างกรองต่างขาติ  อาจจะรู้หมดว่าคลินตันโทรไปจีบผู้หญิ่งเวลาเท่าไรตั้งแต่นาทีนั้นจนถึงนาทีนั้น  วันนั้นโทรไปกี่ครั้ง  ช่วงเข้าโทรไป 11 ครั้ง เขารู้หมด แต่เขาจะไม่เอาข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชน  ทว่าบางทีก็เอามาใช้เป็นการขู่  เป็นการบลัฟ

            ไหน ๆ คุณก็เคยทำงานข่าวมา  ถามจริง ๆ เถอะ  หากอำนาจรัฐตัดสินใจลงมือกับใครสักคนหนึ่ง มีโอกาสรอดไหม

            ผมว่ารอดยาก

            เช่น ลงมือกับผู้นำนักศึกษาที่ต่อต้านอำนาจรัฐ

            ถ้าเป็นเรื่องผู้นำนักศึกษา เขาจะมีอยู่ทั้งวิธีอ่อนและแข็งวิธีอ่อนก็เช่น ส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ  จะเห็นว่าในอดีตมีผู้นำนักศึกษาหลายคนได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ  ไปเรียนที่อเมริกา  บางคนก็ไปยุโรปถ้าไปด้วยตัวเอง  หลายคนอาจจะไม่มีปัญญาไปก็ได้  อันนั้นถือเป็นวิธีอ่อน

            เมื่อพ้นจากงานการข่าวกลายเป็นหนุ่ยไทยในรัสเซียที่ออกจะมีเสน่ห์ได้ประสบการณ์อะไรมาบ้าง

            สถาบันที่ดีที่สุดของโซเวียตคือ  มหาวิทยาลัยมอสโก  ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1755  ใช้ผลิตหัวกะทิของชาติ  สมัยก่อนยากมากที่มาเข้าเรียนที่นี่  แต่สมัยนี้ไม่ใช่แล้ว (หัวเราะ)  จนมาช่วงของสตาลิน  ก็คิดอยากจะครองโลก  จึงให้เนินเลนิน  ซี่งเป็นเนินเขาอยู่ชานกรุงมอสโก  สร้างเป็นวิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัยมอสโก  ฉะนั้น มหาวิทยาลัยมอสโก  จึงมีทั้งที่เป็นแคมปัสเก่า  อยู่กลางกรุงมอสโก  ใกล้พระราชวังเครมลิน  และแคมปัสใหม่ที่อยู่บนเนินเขาชานกรุง

            แรก ๆ ผมไปเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ  ได้เรียนกฎหมายระหว่างประเทศ  ได้เรียนที่แคมปัสใหม่ที่สร้างโดยสตาลิน  ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง  ภาษาก็ไม่ค่อยดี  กลุ่มวิชาภาษารัสเซียนี่ตกแล้วตกอีก สอบตกจนอาจารย์เบื่อ  ที่ให้ผ่านเนี่ยก็คงจะเหม็นขี้หน้ามั้ง  (หัวเราะ)  เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้  ชื่อศาสตราจารย์ตุ๊นกิ้นเสียชีวิต  ผมก็ย้ายไปเรียนที่สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษาหรือที่เรียกว่าสถาบันอิชาของมหาวิทยาลัยมอสโก  คราวนี้จึงได้มาเรียนที่แคมปัสเก่า  ผมน่าจะเป็นนักศึกษาเพียงคนเดียวที่ได้เรียนทั้งสองแคมปัส

            ถึงปี  2537  ก็กลับมาเมืองไทย ลองทำธุรกิจ แล้วก็กลับไปเรียนใหม่จบเอาปี  2540  เรียกว่าเป็นการเรียนที่ยาวนานมากถึง 6 ปี เป็นอะไรที่ทรมานมาก

            ที่รัสเซียมีนักศึกษาจากโลกที่สามไปเรียนมาก  หลายประเทศต้องการปลดปล่อย  คุณจึงมีโอกาสได้รู้จักคนเหล่านี้

            ครับ  ในประเทศรัสเซีย  เขาจะแบ่งมหาวิยาลัยที่สำคัญออกเป็นอย่างนี้  มหาวิทยาลัยหนึ่งที่รับนักเรียนนานาชาติ  คือ  มหาวิทยาลัยลูมุมบ้า

            เมื่อนักศึกษาเรียนสำเร็จแล้ว  ก็จะกลับไปทำงานในประเทศของตนเองมหาวิทยาลัยลูมุมบ้าจะรับสมัครนักศึกษาจากทั้งเอเชียและแอฟริกา  เรียนจบแล้วก็กลับไปสมัครเป็น  ..  กลับไปเป็นพวกตัวคูน  เพื่อให้คนเป็นคอมมิวนิสต์กันมากขึ้น  โชคดีที่ผมอยู่ทั้งมหาวิทยาลัยมอสโกและเคยไปเที่ยวที่ลูมุมบ้าบ่อย ๆ ผมชอบไปนอนที่ลูมุมบ้า  เพราะทำให้รู้พื้นฐาน  รู้เบื้องลึก เบื้องหลัง  ที่นี่เคยถูกใช้เป็นที่ผลิตคนที่จะออกไปปฏิวัติโลกในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้  และเอเซีย

            แต่มหาวิทยาลียมอสโกจะผลิตคนที่ค่อนข้างทรงภูมิ  เป็นพวกอัจฉริยะเป็นพวกพันธุ์ดี  ยินดี  ที่ผ่านการเลือกสรรอย่างยอดเยี่ยม  อะไรทำนองนี้ แต่ไม่ใช่ผมนะ ผมเป็นคนโง่ที่บังเอิญได้เข้าไปเรียน

            สมัยก่อน  การเข้ามหาวิทยาลัยมอสโกเป้นเรื่องยากเย็นเข็ญใจมากมิฮาอิล  กอร์บาวอฟท่านก็จบจากคณะกฎหมายของที่นี่  นายซิรินอฟสกี้  .. คนดังของรัสเซียที่ชอบมีพฤติกรรมแปลก ๆ  คนนี้ก็จบจากอิซา  อดีตประธานาธิบดีเรแกนก็เคยไปพูด ให้นักศึกษาฟังที่มหาวิทยาลัยมอสโก  ที่นี่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก  มีอาจารย์รางวัลโนเบิลไพรซ์สอนอยู่หลาย คนเวลานักศึกษาพูดคุยกัน  ลึกมาก  เช่น ประธานาธิบดีประเทศนั้นตายเพราะอะไร  ประเทศนั้นต้องปฏิวัติเพราะอะไร  ทำไมคนที่เป็นประธานาธิบดีคนนั้นจึงถูกฆ่าตาย  ส่วนมากพวกนี้จะรู้  และมีข้อมูลอ้างอิงที่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อน 

            คนเป็นอาจารย์ของอิซาจะคัดจากคนที่เรียนหนังสือเก่ง จบเกียรตินิยมเหรียญทองแล้ว  ยังต้องเคยไปปฏิบัติงานในพื้นที่จริง  อาจจะไปในคราบนักข่าว  นักการทูต  หรือเป็นครูบาอาจารย์ ก็มี

            ไม่คิดว่า  ระบบการศึกษาของโซเวียตล้าหลังกว่าของอเมริกา

            ถ้าเป็นในเรื่องคอมพิวเตอร์  ผมว่าล้าหลังกว่า วิชาเศรษฐศาสตร์  วิชาการบริหารธุรกิจ  การเมืองการปกครอง ฯลฯ  วิชาพวกนี้ผมว่าที่รัสเซียแย่มาก  แต่ถ้าเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ผมว่าอาจจะด้วยกว่าอเมริกา  แต่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ  เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ประเทศครับว่าธรรมชาติของประเทศนั้น ๆ เก่งทางด้านไหน  ยกตัวอย่าง ถ้าต้องการเรียนประวัติศาสตร์  ไปเรียนที่อังกฤษดีกว่า หรือเรียนที่รัสเซียนี่ก็ดี  อยากเก่งคอมพิวเตอร์ต้องไปเรียนที่อเมริกา  อยากเก่งดนตรี เก่งบัลเล่ต์ ก็ต้องไปเรียนที่รัสเซีย อะไรทำนองนี้

            ที่รัสเซีย  นักศึกษาแทบจะหาเครื่องพีซีไม่ได้เลย  จริงไหม

            ถ้าเกิดเป็นเมื่อก่อนนั้นใช่แน่  แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว  คือยุคปี 2523 – 2538 รัสเซียแย่มาก  ผมกลับไปรัสเซียเมื่อปลายปีที่แล้ว  ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไวมาก  เจริญขึ้นกว่าเก่าพอสมควร  รัสเซียเคยลงทุนมากในเรื่องทรัพยากรมนุษย์  ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยกัน อย่างจริงจัง ลูกหลานคนรัสเซียให้กระจอกงอกง่อยยังไงก็ยังจบปริญญาโทเป็นส่วนมาก

            แล้วสาขาที่หาเรียนได้ง่ายที่สุดในรัสเซีย ก็คือ  สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ไอ้นั่นก็จบวิศวกรรมโยธา  ไอ้คนนั้นจบ วิศวกรรมยานอวกาศ  คนนั้นจบวิศวกรรมนิวเคลียร์  จบวิศวกรรมเรือดำน้ำ  คนของเขาส่วนมากมีพื้นฐานอย่างนี้  คนขายขนมจบ แพทย์ศาสตร์มาก็มี  แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพแพทย์

            พื้นฐานของคนรัสเซียดีอยู่แล้ว  คนรัสเซียคิดเก่ง  โดยเฉพาะในเรื่องที่อยู่บนท้องฟ้า  ในอวกาศ เก่งเรื่องใต้น้ำ ใต้ดิน เรื่องบนดินใช้ไม่ได้เรื่อง   แม้ แต่ทีวีก็ไม่ปัญญาคิดรีโมตคอนโทรล  ตู้เย็นรัสเซียก็ธรรมดา  แต่ใช้กันที 20 – 30 ปี  เครื่องใช้ไฟฟ้ารัสเซียกินไฟทุกอย่าง คนร้สเซียจะหนักไปในทางเพ้อฝัน

            อาจเป็นเพราะคนรัสเซียรักกวีมากที่สุดในโลก

            จริง  ถ้าใครเป็นนักเขียน ใครทำพวกนิตยสาร  ทำหนังสือพิมพ์  ถือเป็นชั้นสูงของสังคม มีหน้ามีตาเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว  ผมไปรัสเซียใช้ตั๋วเครื่องบินประเภท 3 เดือน ซึ่งห้ามกลับภายใน 10 วัน  แต่ผมมีภารกิจต้องกลับออกมาก่อน ไม่มีใครกล้าอนุญาตเลย  ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์  แค่เขามาปรากฏตัวเท่านั้น  ทุกอย่างเรียบร้อยหมด  นิติภูมิได้กลับเมืองไทย

            ชาวรัสเซียให้เกียรติกับคนที่เป็นกวี  คนที่เต้นบัลเล่ต์  คนที่เล่นดนตรีคนที่เขียนหนังสือ เขาถือว่า  เป็นคนที่สร้างปัญญาให้ประเทศ  ถ้าบอกว่าเป็นกวีนี่ยิ่งใหญ่มาก  เพราะคนรัสเซียชอบอ่านบทกวี นิยาย

             คนรัสเซีย  เวลาทำอะไร เขาจะอุทิศทั้งตัว  ทั้งร่างกายเลย  อย่างครูอาจารย์ของคนรัสเซีย  หนวดเคราไม่ค่อยได้สนใจโกน  วัน – สองวันแปรงฟันครั้งหนึ่งก็มี  ไม่สนใจอะไรนอกจากหนังสือ  เข้าไปบ้านศาตราจารย์รัสเซียหนังสือจะกองเต็มไปหมด  แมวหมาอึฉี่  ก็ไม่มีปัญหาอะไร  เข้าครัว  ครัวจะรกรุงรัง  เสื้อผ้าแทบไม่มีจะใส่  ก็ไม่สนใจ  ขอให้ได้อ่านหนังสือได้ค้นคว้าเท่านั้น

            ในเมืองไทยนี่เราค่อนข้างจะสิ้นหวังกับนักศึกษากันแล้ว  เพราะออกจะขาดกิจกรรรมทางปัญญา  คนจบปริญญาตรีมีสภาพเหมือน  “สินค้ายกโหล”  จิตวิญญาณของนักศึกษารัสเซียเป็นอย่างไร

            รัสเซียมีมหาวิทยาลัยหลายระดับ  แต่ถ้าระดับอย่างอิซาจะเป็นพวกที่ชอบอ่านหนังสือ เดิน นั่ง นอนก็อ่านหนังสือ เป็นพวกที่ชอบเรียน  ถ้ามีโอกาสก็ไปปฏิบัติจริง  เช่น  พวกที่เรียนเกี่ยวกับอัฟกานิสถานพอปิดเทอมก็ไปอยู่ที่อัฟกานิสถาน  เป็นอะไรก็เอา  แต่ขอให้ได้อยู่ในประเทศนั้น  ส่วนบ้านเรา  เรียนรัฐศาสตร์การทูตที่รามคำแหง  ผมยังไม่เคยเจอใครสักคนเดียวที่เรียนเกี่ยวกับประเทศไนจีเรีย  แล้วถามว่า “อาจารย์ครับอาจารย์จะพอมีลู่ทางคุยกับสถานทูตไนจีเรียไหม  ผมอยากจะไปอยู่ไนจีเรียสักปีหนึ่ง  แล้วผมจะกลับมาเรียนต่อ”  ไม่มีหรอก

            หากคนรัสเซียเรียนเกี่ยวกับฟิลิปินส์  เขาจะหาโอกาสไปที่ฟิลิปปินส์ให้ได้  จะไปเป็นอะไรก็เป็น  บางคนที่กล้าบ้าบิ่น  ให้ไปเป็นโสเภณีก็เอา  เขาเรียนทฤษฎี แล้วก็ไปสู่ของจริง  จากนั้นก็กลับมาสู่ทฤษฎี  ในที่สุดก็กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความชำนาญเฉพาะด้าน

            บางทีไปเจอด็อกเตอร์รัสเซีย  คุณถามเขาว่าคุณเป็นด็อคเตอร์ทางด้านไหน  อาจจะได้รับคำตอบว่า “ผมจบมาทางด้านเอธิโอเปีย”  คุณก็อย่าแปลกใจนะครับ

            ด็อกเต้อร์ที่จบทางด้านไทยก่จะรู้เรื่องเมืองไทยทั้งหมอ  เอาหนังสือไทยไปให้อ่าน เขาอ่านได้หมด  นิยายไทย ละครไทย  ท่องกลอนสุนทรภู่ได้ผมยังท่องไม่ได้เลย  นี่คือการเรียนของเขา

            ที่อิลีท  คลับ  คอมเพล็กซ์  ตอนที่มีหญิงขายบริการขาวรัสเซีย  คุณนิติภูมิเชื่อไหม  ขณะนั่งรอแขก  เธอเอาหนังสือกวีขึ้นมาอ่าน

            ที่แยกไม่ออกคือคนรัสเซียกับหนังสือ   เขารักหนังสือจริงเป็นที่ Devote  หมดเลย  บ้านของคนรัสเซียส่วนมากจะมีห้องสมุด  หรืออย่างน้อยก็เป็นตู้หนังสือใหญ่ ๆ เรื่องที่ภูมิใจของชาวรัสเซีย  ก็คือการเอาหนังสือมาอวดกัน  เล่มนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  เขาจะรู้หมด

            ผ่านชีวิตพิสดารมาหลายแบบ  เป็นตำรวจ  นักศึกษา  อาจารย์เด็กขายชีตหน้าราม  เป้นติวเตอร์  คอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่  โดยส่วนลึกจริง ๆ แล้ว  คิดว่าตนเองเป็นอะไร

            คิดว่าเป็นคนโง่ที่ชอบเรียนรู้  ชาวบ้านเรียนกันวันสองวันก็เสร็จ ส่วนผมอาภัพที่เรียนไม่รู้จักเสร็จซักที  ทุกวันนี้ยังคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนอยากรู้อะไรก็ชอบไปหมกตัว  เคยไปขอแบ่งห้องเช่าที่อังกฤษ  เช้าขึ้นมาก็เดินอีร็อกต๊อกแต๊ก  ดูโน่นชมนี่ไปเรื่อย  บางทีอยากรู้วิธีการเรียนการสอน  ก็ไปหมกตัวที่เมืองนั้นซักพัก  เคยไปที่อ็อกฟอร์ด  ไปเคมบริดจ์  ไปลอนดอน อาศัยที่เป็นคนประหยัด สร้อย  แหวน  เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัว  อะไรก็ไม่มี  ตัวเบา ไปไหนก็ไปได้    เคยไปลงทะเบียนเรียนปริญญาตรีทางกฎหมาย  ประเภทเอ็กซ์เทอร์นอลที่มหาวิทยาลัยลอนดอน  รู้ว่าไม่มีเวลาเรียนจนจบ  ทุนรอนก็ไม่มี  แต่ก็อยากรู้ว่าเขาเรียนกันยังไง

            มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คิดอยากจะทำ  แต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสลองสักที  ก็คือการเป็น “ขอทาน”  อยากลองเดินขอทานจากจังหวัดโน้นไปจังหวัดนี้  อยากสัมผัสความรู้สึกของคนเป็นขอทาน  ว่าเวลาขอแล้วคนไม่ให้  จะรู้สึกยังไงเวลาถูกคนด่า  ถูกคนไล่  จะน้อยเนื้อต่ำใจขนาดไหน

            เชื่อล่ะนะว่า คุณประหยัด ที่ข้อมือไม่มีนาฬิกา

            ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใส่นาฬิกา  เคยมีนะครับแต่ทำหายแต่ก็ไม่ค่อยได้ผิดนัดใคร  การที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีฟุ้งเฟ้อนะครับ  ผมรู้สึกด้อยที่ใส่พวกนี้ไม่ได้  ทำหายหมด

            ในแง่อเมซซิ่ง  ไทยแลนด์  รู้สึกคุณฝากความหวังไว้กับคนรัสเซียมาก

            ทั้งใช่และไม่ใช่ดีกว่า  คนมาเลเซียเข้ามาในเมืองไทยปีหนึ่ง 1.2 ล้านคน  คนญี่ปุ่นมาเป็นแสน  อเมริกัน  อังกฤษ  พวกนั้นมาเป็นแสนทั้งนั้นเราต้องดูแลตลาดพวกนี้ก่อน

            ส่วนคนรัสเซีย  ยังมาแค่เป็นระดับหมื่น ปี 2541  นี่น่าจะเพิ่งเข้าหลักแสน  เพราะค่าเงินบาทของเราถูกลง  การบริการของเราก็ดี  ที่รัสเซียไม่มีการบริการอย่างนี้  มาได้รับที่เมืองไทยก็ติดใจ  อีกอย่างรัสเซียหนาวมากพอเดือนพฤศจิกายน  ธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์  หนาวจนแทบไม่มีที่อยู่  คนรัสเซียจึงหนีหนาว  ประชากร  148  ล้านคน  เราน่าจะแย่งตลาดมาได้ซัก 3- 4 แสนคนต่อปี แต่มันอยู่ที่การทำตลาด  รัฐบาลไทยไม่ค่อยได้สนใจตลาดรัสเซียเพระาคิดว่าคนรัสเซียมีสตางค์น้อย ภาพพจน์ของการอดอยากขาดแคลนอาหารในปี  2535 – 2538  ยังทำให้คนไทยไม่อยากไปข้องแวะกับคนรัสเซีย 

            เวลาคนไทยมองรัสเซีย  บางทียังมองผิด  คือมองว่ายากจน  เพราะดูรัสเซียแค่แว้บ ๆ  ไม่ได้วิเคราะห์ว่ารัสเซียนั้นต่อไปจะรวย  ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งได้ในอนาคต  ปัจจัยแรกก็คือคน  อย่างที่เรียนไปแล้วว่าคนรัสเซียเป็นพวกที่มีการศึกษาดี  ปัจจัยที่สองเขามีทรัพยากรมากแต่เดิมสหภาพโซเวียตเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ต่อมาแยกออกเป็น  14  รัฐ  14  ประเทศ  รัฐรัสเซียก็กลายมาเป็นประเทศรัสเซีย  พื้นที่หายไปส่วนหนึ่ง  แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก  มีอาณาเขตอยู่ทั้งในทวีปยุโรป  และทวีปเอเซีย

            สัญลักษณ์โซเวียตในอดีตเป็นค้อนเคียว  หมายถึงกรรมกรกับชาวนาแต่สัญลักษณ์ของรัสเซียในปัจจุบันเป็นรูปนกอินทรีสองหัว หัวหนึ่งมองไปทางยุโรป  อีกหัวหนึ่งมองมาทางเอเชีย  ตอนเหนือของประเทศรัสเซียเต็มไปด้วยเพชรและทอง  ในไซบีเรียก็มีทรัพยากรเท่าไหร่ไม่รู้  รัสเซียฉลาดที่ไม่ได้ขุดมาใช้ในตอนนี้  พวกนี้ฉลาดแกมโกมทั้งนั้น  รัสเซียเอาเปรียบชาวโลก  ที่เก็บทรัพยากรตัวเองไว้ แต่ไปใช้ทรัพยากรของประเทศอื่น พวกนี้รู้ว่าทรัพยากรของโลกมีจำกัด  ใช้ไปมาก ๆ  ก็จะหมด  สุดท้ายรัสเซียก็จะเป็นประเทศเดียวที่ยังมีทรัพยากรเหลืออีกมาก

            ผมเชื่อว่ารัสเซียจะเริ่มขุดทรัพยากรเอาประมาณปี 2006  และถ้าเขาขุดขึ้นมาจริง ๆ เมื่อไหร่  เขาก็เป็นเศรษฐีได้ภายในพริบตา

            รู้มาว่า  คุณเคยส่งออกนักเรียนไทยไปรัสเซีย

            ปี พ.. 2535 ผมแนะนำให้คนรู้จักตั้งบริษัทส่งนักเรียนไทยไปเรียนที่รัสเซีย  โดยตัวเองมีหุ้นอยู่ด้วย  สมัยนั้นเก็บค่าบริการ  30,000  บาทต่อคน

            ค่าเล่าเรียนในรัสเซียสมัยนั้นถูกมาก  มีตั้งแต่  900 เหรียญ ไปเรื่อยจนถึง 3-4,000 เหรียญต่อปี  ราคานี้รวมค่หอพักนะครับ  มีคนมาสมัครประมาณ 200 คน แต่ไปแล้วบางส่วนก็ต้องกลับ  อากาศที่นั่นหนาวมากสมัยนั้นอาหารการกินก็ไม่ดี  ประเทศเพิ่งเจ๊งใหม่ ๆ แถมมาเจ๊งตอนหน้าหนาวเสียด้วย  คุณเอ๋ย  นรกของแท้  เป็นความทรมานของแท้ทีเดียวนักเรียนไทยเคยสบายซะชิน  เจอเข้าอย่างนั้นก็โอดโอยโหยหวน  ทนกันไม่ค่อยจะได้

            แต่เด็กญี่ปุ่น  เด็กเกาหลี  ไต้หวัน  พวกนี้หนักเอาเบาสู้  แห่เข้าไปเรียนกันเป็นร้อยเป็นพันคน  เรียนได้ปีสองปีเท่านั้น  สินค้าญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันไหลเข้าไปอยู่ในตลาดรัสเซียทุกตรอกซอกมุม

            หน่วยงานของราชการไทยบางแห่งยังกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่มากทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นรัสเซียเป็นประชาธิปไตยแล้ว  แต่ผู้ใหญ่ของไทยบางคนยังคงตกข่าว ตกโลก  ก็ตั้งโครงการสกัดดาวรุ่งเหมือนอย่างที่ผมเล่าไว้ในตอนแรกวิธีการก็ทำอย่างแยบยล  โยนเรื่องนี้บ้าง  ถนนก็ยังสั้น ก็ตัดเพิ่มขึ้นทำให้ยาวได้  คลองส่งน้ำก็ยังขุดให้ยาวได้  แต่วิสัยทัศน์ของพวกบ้าอำนาจของไทยเนี่ย  ให้พยายามยังไง  ก็ต่อให้ยาวไม่ได้ 

            เดี๋ยวนี้เป็นยังไงครับ  เราเสียตลาดการค้าในรัสเซียเกือบทั้งหมด  คน 148 ล้าน  รวมประเทศในอดีตสหภาพโซเวียตด้วย ก็ 270 ล้านคน  เมื่อก่อนเคยใช้สินค้าไทยที่ซื้อผ่านคนเวียดนามและโปแลนด์  เดี๋ยวนี้เสียตลาดหมดแล้ว

            ปี  2537  ผมหยุด แล้วก็เริ่มกลยุทธ์ใหม่  เอาอาจารย์ไทยไปดูงานที่รัสเซีย  เอาไปได้ 3-4  รุ่น  บางทีเราก็ทุ่ม ทุกรุ่นเราซักเนื้อหมด รุ่น ๆ หนึ่งไป 17 – 18 คน  เพื่อที่จะให้มาคุยให้คนไทยฟัง สุดท้ายก็ถูกต่อต้าน (จากหน่วยงานรัฐบาล) เด็กที่ไปก็ให้เขากลับ  ไอ้เด็กใหม่ก็ไม่ยอมส่งเขาไป            ทีนี้พอรัสเซียเริ่มมีเงิน  ไทยก็มีปัญหาเรื่องบุคคลากร ผู้ชำนาญประเทศยุโรปตะวันออกขึ้นมา 

ทุกวันนี้เรามีไกด์ที่พูดภาษารัสเซียได้ถึง 20 คนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขณะที่นักท่องเที่ยว รัสเซียเข้ามาไทยจะเข้าถึงแสนคน เราไม่มีไกด์รัสเซียไปบริการ คนรัสเซียก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เอาละซิ ทีนี้ปัญหาเกิด ไกด์แต่ละคนทำยังไงรู้มั้ย แขกรัสเซียมาถึงเมืองไทย ตอนไกด์ไปรับก็พูดภาษารัสเซียได้ พอวันรุ่งขึ้นก็พาไปร้านขายเพชร ขายพลอย ไกด์ก็ได้เปอร์เซ็นต์ สินค้าราคาขาย 100 บาท ต้องหักไว้เป็นของบริษัททัวร์ 10 บาท ของไกด์ 30 บาท ร้านเพชรได้จริง ๆ 60 บาท ไหนจะค่าเพชร ค่าทอง ไหนจะค่าคนงาน ก็ต้องไปชาร์ตราคาเพิ่ม วันที่คนรัสเซียไปซื้อของในร้านเพชร วันนั้นนักท่องเที่ยวก็คือ อภิมหาอาคันตกะ ทันทีที่ซื้อเสร็จ พวกนี้กลายเป็นเศษสวะนักท่องเที่ยวไปทันที ไม่มีไกด์พูดภาษารัสเซียได้เข้ามาบริการ ไกด์ได้ ส่วนแบ่งค่าน้ำ แล้วก็ต้องไปรับแขกชุดใหม่ต่อ เพื่อเอามาฟันในร้านเพชรอีก เมื่อไม่มีไกด์พูด ภาษารัสเซีย ก็ต้องใช้ไกด์ภาษาอังกฤษ ที่นี้ปัญหาก็เกิด ก็เพราะคนรัสเซีย พูดภาษาอังกฤษได้ที่ไหน อย่างนี้จะไปโทษใครละครับ ข้าราชการวิสัยทัศน์สั้น แคร์เรื่องอย่างนี้ไหม รัสเซียเป็นประเทศ เดียวที่เมืองล็กเมืองน้อย ก็มีเครื่องบินใช้เหมือนรถบัสบ้านเรา พวกนี้เหมาเครื่องบินมา เมืองไทยเหมือนกัน เหมารถบัสไปทอดกฐิน ผมอยากจะให้เช็คว่า จริงไหม ที่มีข่าวว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2541 เพียงวันเดียว มีเครื่องบินรัสเซียจอดคาสนามบินอู่ตะเภาถึง 72 ลำ แต่ละเมืองในรัสเซียเหมามากันเองเลย พวกนี้ใช้เงินมากที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวด้วยกัน แต่เท่าที่เป็นข่าวปรากฏว่า เราต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ไฮคลาส - เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย ทำไมถึงมีเงินมาก
นิติภูมิ - ไม่ใช่มากไปทุกคนนะครับ คนจนก็เยอะ ขอทานก็มี คนรัสเซียบางกลุ่มเท่านั้นที่ใน ปัจจุบันมีเงินมาก ถ้าพูดถึงรัสเซียตอน
นี้ไม่ล่มสลายแล้ว โซเวียตปี 60
เป็นโซเวียตที่เจริญมาก ปี 70 ก็ยังรุ่งเรือง ปี 80 กลาง ๆ พอมาถึงช่วงปี 90 ก็แย่ จอร์จ บุช สร้างนิวเวิลด์ ออเดอร์ ประกอบไปด้วย 4 เรื่อง 1.สิ่งแวดล้อม 2. ประชาธิปไตย 3.การค้าเสรี และ 4. สิทธิมนุษยชน หลังจากบุชสร้างนิวเวิลด์ ออเดอร์ ก็ยิงกระสุนประชาธิปไตยมาทำลายโซเวียต โซเวียตถึงล่มสลายเลย ผมคิดว่า กอร์บาชอฟเองก็เห็นด้วยกับอเมริกา ว่าควรจะเลิกลัทธิคอมมิวนิสต์ซะที ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ แบบทุนนิยมน่าจะดีกว่า ชีวิตใหม่ที่จะเกิด แม่จะต้องเจ็บปวดทรมาน มีเลือดออก ทารกออกมาครั้งแรก ก็ต้องร้องไห้ก่อน ไม่มีเด็กคนไหนหรอกครับ ที่ออกมาแล้วหัวเราะ ฮ่า ๆ เลย รัสเซียตอนนั้นเพิ่งเกิดใหม่ ก็ทุกข์ทรมานเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา เศรษฐกิจไม่ดี อาหารก็ไม่มี มาเฟียก็เยอะแยะ พูดถึงเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดของรัสเซีย ก็คือในปี 1991,1992 แย่มาก 1993-1995 ก็ยังแย่ 1996 ชักดี 1997 เริ่มดี มีพวกรัสเซียรวยอยู่ถึง 20%
ไฮคลาส - ดีได้อย่างไร ที่แล้วมาอำนาจรัฐเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ไม่เกิดระบบ เศรษฐกิจที่เป็นการตลาด คนรัสเซียตกงาน เป็นจำนวนมาก ไม่กระตือรือร้นในการแข่งขัน
นิติภูมิ - รัสเซียขายทรัพยากรกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่จำนวนมาก ดังนั้น คนรัสเซียวันนี้มี 148 ล้านคน ตีเป็นคนชั้นกลางที่เรียกว่า โนวี่ยรุสสกี้ประมาณ 20% ในจำนวนนี้เป็นคนที่มีเงินมาก ๆ หลายเปอร์เซ็นต์ ผมเคยทราบว่า ธนาคารในเมืองไทยหลายแห่งก็เคยรับฝากเงินของชาวรัสเซียที่มีจำนวนมากถึง 100 ล้านขึ้นไป
ไฮคลาส - แต่ก่อนรัสเซียเป็นคอมมิวนิสต์ เรือรบติดธงแดงแล่นอวดแสนยานุภาพไปทั่วโลก แต่เมื่อ เป็นทุนนิยมกลับส่งออกหญิง บริการทางเพศ เรื่องอย่างนี้รับไม่ได้เหมือนกันนะ สาวรัสเซีย ควรจะสวย และ น่าเกรงขาม

นิติภูมิ - ผมมีเรื่องที่จะคุยให้ฟัง ในประเทศรัสเซียก็เหมือนกับประเทศทั่ว ๆ ไป มีผู้หญิงอยู่ส่วนหนึ่งที่ต้องการความสะดวกสบาย ชอบขายเรือนร่างยกตัวอย่าง มีแฟนแล้ว เลิกกันไม่รู้ ก็ไม่รู้จะทำอะไร เป็นโสเภณีดีกว่า เด็ก ๆ อยากจะไปเที่ยวเมืองนอก ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่ง คนรัสเซียมองคนไทยอย่างไรรู้ไหม ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ เขาจะมองเมืองไทยว่าผู้หญิงทั้งประเทศเป็นโสเภณี นี่ไม่ได้พูดถึงปี 2535 นะ พูดถึงปี 2541 หากคนรัสเซียถามกันว่า "กั๊ก ไต๊แล่น" หรือ "เฮ้ยเมืองไทยเป็นอย่างไรว่ะ" เขาจะพูดกันว่า "เมืองไทยเป็นประเทศที่...โอ้โฮ ผู้หญิงเป็นโสเภณี กันหมดประเทศ มีอาบอบนวด มีซ่อง เมื่อไหร่รัสเซียของเราจะเป็นอย่างนี้บ้าง" ผมก็ค้านประจำ ว่าไม่จริงหรอก คนจากประเทศคุณมาเป็นโสเภณีที่เมืองไทยซะมากกว่า คนรัสเซีย ถามว่ามีจริงหรือ นี่แหละครับคือการต่างคน ต่างไม่รู้ข้อมูลของกันและกัน เมื่อก่อนคนไทย ไปรัสเซียชอบ เอากางเกงยินส์ไปด้วย เพราะมีคนมา ปล่อยข่าวว่าถ้าอยากนอนกับสาวรัสเซียให้เอากางเกงยีนส์ไปแลก ผมอยู่รัสเซียมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นมีอย่างนี้เลยจริง ๆ (หัวเราะ) สมัยที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์ รัสเซียเป็นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจบังคับ จะจำกัดเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ให้ทำเพียง แค่ใช้ได้เท่านั้น นาฬิกาดี ๆ ไม่มีใช้กันหรอก แต่พวกวัยรุ่นที่เคยดูหนังอเมริกัน เคยเห็นในหนังแล้ว อยากได้ เห็นชาวต่างชาติใส่ ไม่มีสตางค์ซื้อ ก็อาจจะมีบางคนที่ใช้เรือนร่างเข้าไปแลก ระบบคอมมิวนิสต์คนไม่มีทรัพย์สิน อเมริกันทำให้คนรัสเซียมีทรัพย์สินได้เมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า ระบบทุนนิยม ชนะระบบสังคมนิยม อเมริกายิงกางเกงยีนส์ ยิงไมเคิล แจ๊คสัน ยิงแมคโดนัลด์ โดยเฉพาะแมคโดนัลด์นี่ ยิงได้ผลที่สุด ยิงไปสู่ที่เด็กเล็ก ๆ ไปสู่เด็กในมหาวิทยาลัย ยิงหนังอีที ไอ้พวกนี้เปลี่ยน ความคิดของคนรุ่นเก่า ไม่ได้ แต่เด็กรัสเซียรุ่นใหม่ชอบ

ไฮคลาส - รู้สึกอย่างไร เวลาบอกคนทั่วไปว่า จบด๊อคเตอร์จากรัสเซีย
นิติภูมิ - ก็ไม่รู้ว่าจะต้องปิดไปทำไม คนเรานี่ก็แปลก ถ้ายิ่งปิด ยิ่งอยากรู้ ถ้าเปิดเผยหมด ก็เป็นเรื่องธรรมดา และอีกอย่างหนึ่ง ผมก็ไปในนามของตำรวจ ได้รับอนุมัติจากกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ให้ไป ทุกวันนี้ผมยังใช้หนี้กรมตำรวจไม่หมดเลย ถูกกรมตำรวจฟ้อง ศาลก็พิพากษาให้แพ้คดี ต้องใช้หนี้กรมตำรวจ ที่เอาเงินเดือนตำรวจไปใช้ ไปเรียก แต่กลับมาแล้วลาออกจากราชการ ทุกวันนี้ใช้หนี้กรมตำรวจปีละแสนกว่าบาท ผมไปปี 2535 - 2536 ปี 2537 ก็ลาออกแล้ว ถ้าอยู่ครบ 5 ปี ตามที่ขออนุมัติ สงสัยจะต้องใช้หนี้กรมตำรวจ เป็นล้าน ถ้าจะกลับมาทำงานเป็นตำรวจ ก็ต้องเป็นถึง 10 ปี คือสองเท่าของระยะศึกษา
ไฮคลาส - ถามในแง่ความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษา
นิติภูมิ - ผมไปที่อ๊อกฟอร์ด แกล้งบอกอาจารย์ที่นั่น ว่าอยากจะมาเรียนปริญญาเอกอีกใบหนึ่ง อาจารย์ถามว่าจบอะไรมา ช่วงนั้นผมอยู่ที่มอสโก บอกว่าเรียนหนังสืออยู่ที่มอสโก เขาเวลคัมเลย ถ้าไปจากมอสโกเสตต กับเซนปีเตอร์เบิร์ก สเตต เขาจะต้อนรับ ถ้าใครไปมอสโก ป้ายรถไฟ ใต้ดินมีข้อความ สถานีอูนิเวอร์ซิเดียดเป็นที่รู้กันเลยว่า เป็นมหาวิทยาลัยมอสโก สถาบันแห่ง อื่นจะเรียกว่า อินสติตูต คือเป็นสถาบันธรรมดา เมื่อเป็นประชาธิปไตยแล้ว บาง อินสติตูต ก็ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยกันหมด บางแห่งไม่มีคุณภาพ ในมหาวิทยาลัยมอสโก สอบผ่านยาก เพราะรัสเซียไม่มีการสอบข้อเขียน เป็นประเทศที่สอบด้วยปากเปล่า ไม่มีชุดปริญญา ตรี โท เอก ไฮคลาส - มีที่มาอย่างไร ถึงได้เป็นติวเตอร์ระดับชาติ มีลูกศิษย์เป็นแสน
นิติภูมิ - พอออกจากสหกรณ์ ผมก็ทุบหม้อข้าวตนเองเลย ไม่มีที่อยู่ ผมมาปักหลักที่หน้ามหาวิทยาลัย รามคำแหง เป็นคนเย็บชีตกับถอดเทป แล้วเฉลยข้อสอบให้เจ๊วรรณ (วิไลวรรณ) ซึ่งเป็นเจ้าของ "5 G " (ทำธุรกิจสื่อ ส่งเสริมการเรียนในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เป็นการเก็งข้อสอบ-บรรณาธิการ) ใหญ่มากและทรงอิทธิพลมาก ผมเข้าเรียนรามปี 2523 แล้วผมเริ่มรับจ้างเจ๊วรรณปี 2524 ปลาย ๆ แล้ว ช่วงนั้นไม่มีระบบติวเตอร์ มีมาเฟียเยอะ แต่เป็นมาเฟียที่ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน (ปี 2514-2516) มาเฟียช่วงนี้เป็นมาเฟียที่เก็บค่าเช่าที่ เป็นมาเฟียที่มาไถ แล้วก็มีการยิงกัน มียาเสพติดก็มาก เป็นนักศึกษาก็มี จบแล้วก็มี ส่วนมากจบแล้วก็เป็นนักเลง จะมีทั้งกลุ่มคนใต้และกลุ่มแขก ผมก็รับจ้างเจ๊วรรณพักหนึ่ง ก็คิดว่าอยากจะเปิดติวขึ้นมา ตอนแรกคิดระบบกวดวิชาหน้าราม จะใช้คำเรียกผู้สอนว่าอย่างไรดี สมัยนั้นสำนักติวยังไม่เกิด จะต้องใช้ผู้ช่วยอาจารย์ก็ดูสูงไป ผมก็อายุ 21 ปีเอง ผมเกิด พ.ศ. 2503 ตอนกลับจากออสเตรเลียอายุ 19 ปี ตอนเริ่มสอนอายุยังน้อย ก็เลยใช้คำว่า ติวเตอร์ ภาษาอังกฤษ คือวิชาที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน ก็เลยเลือกสอนวิชานี้ สมัยก่อนมีคนสมัครรามคำแหงปีหนึ่งเป็นแสน ส่วนมากจะอ่อนวิชา ภาษาอังกฤษ ก็ต้องมาติวกับติวเตอร์หมู ซึ่งเปิดติวฟรีในรามคำแหง

*****ยังไม่จบนะครับเอามาให้อ่านกันก่อน ครับ พอพิมพ์เสร็จแล้วจะ Update นะครับ****

Click here to visit our sponsor
สนใจลงโฆษณากับ ThaiAdv คลิกที่นี่ !