ก่อนจะมาเป็น เชฟโรเล็ต ซาฟิร่า...

แม้ว่าทาง เจเนอรัล มอเตอร์ส จะเปลี่ยนชื่อ มินิแวนคันนี้ จาก โอเปิล เป็นเชฟโรเล็ต แต่เกือบทุกคนคงรู้ว่า รถคันนี้ก็คือ โอเปิล ซาฟิร่า ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดย โอเปิล เอจี ในเยอรมัน

โอเปิล ซาฟิร่า คันแรกของโลก คลอดออกจากสายการผลิตที่โรงงาน ในเมืองโบคุ่ม เยอรมันนี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1999 หลังจากนั้นประมาณ 1 ปีเศษให้หลัง ซาฟิร่าจากโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ของโลก ที่ระยอง ก็ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยครับ

ข้อมูลข้างล่างนี้ เป็นเบื้องหลังการผลิต โอเปิล ซาฟิร่า
คลิกที่นี่ ไปดู เบื้องหลังการออกแบบ โอเปิล ซาฟิร่า

18 มิถุนายน 2543

โอเปิลหยุดการจำหน่าย ซินทรา มินิแวนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในยอดจำหน่าย (และยังมีปัญหาด้านความปลอดภัยด้วย) และหันมาเน้นการทำตลาดในกลุ่ม "คอมแพคท์ มินิแวน" ที่คาดว่าจะเติบไตขึ้นอีกมากในยุโรป โดยในตลาดนี้ มีเรโนลต์ เมแกน ซีนิค ครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว โอเปิลทำการพัฒนา ซาฟิร่า ไปพร้อมกับ แอสตร้า ใหม่ และใช้แพลทฟอร์มของ แอสตร้า แวน
ซาฟิร่าคันแรกของโลก จากโรงงานโบคุ่ม เยอรมันนี โอเปิล ซาฟิร่า เริ่มออกจากสายการผลิตเป็นคันแรก จากโรงงานในเมืองโบคุ่ม เยอรมัน เมื่อ 4 ม.ค. 1999 โดยโรงงานแห่งนี้ ได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยเงินทุนราว 1.1 พันล้านมาร์ค เพื่อรองรับการผลิตแอสตร้าใหม่ และซาฟิร่าโดยเฉพาะ เป้าหมายการผลิตในปี 1999 คือ 145,000 คัน และในปี 2000 นี้ จะทำการผลิตราว 200,000 คัน

ซาฟิร่า และแอสตร้า แวน ใช้สายการผลิตเดียวกัน โดยจะมีการปรับไลน์เพียงเล็กน้อย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คุณภาพการผลิตเป็นปัญหาที่สำคัญ ที่โอเปิลเผชิญอยู่ ดังนั้นการผลิตแอสตร้าใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงในจุดนี้ และนโยบาย "Total Quality" ก็เผื่อแผ่มาถึง ซาฟิร่า ด้วย โอเปิลระดมซัพพลายเออร์ เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ในช่วงต้นของการพัฒนารถ และการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นนี้ ทำให้ข้อบกพร่องต่างๆถูกตรวจพบ และแก้ไขได้ตั้งแต่แรก การทดลองประกอบซาฟิร่าคันแรก มีขึ้นในช่วงกลางปี 1996

การผลิตที่ทันสมัย ในโรงงานที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และการควบคุมคุณภาพอย่างดี เป็นเหมือนประกาศนียบัตรใบแรกของซาฟิร่า รูปร่างภายนอกไม่ล้ำสมัยมากแต่ก็ดูดี ภายในมีจุดเด่นที่ Flex 7 ซึ่งต้องยกย่องถึงความชาญฉลาดในการออกแบบ

Hans Seer ผู้ดูแลการออกแบบซาฟิร่ากล่าวว่า แผนกออกแบบ ใช้กำลังคน 250 ชีวิต จาก 15 ประเทศ ในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้

5 กรกฎาคม 2543 

มาว่ากันต่อถึงขั้นตอนการพัฒนา โอเปิล ซาฟิร่า กันครับ...อาจจะมีหลายคนได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับ เชฟโรเล็ต ซาฟิร่า มานานพอสมควร (จนมีผู้สื่อข่าวรถยนต์บางคน ปล่อยไก่ในรายการทีวีว่า ซาฟิร่าเป็นรถที่ทำตลาดมาหลายปีแล้ว) อันที่จริง ซาฟิร่า เพิ่งเข้าสู่การผลิตจริงเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมานี่เอง แต่มีการเปิดเผยคันต้นแบบครั้งแรก เมื่อปี 1997 พร้อมกับการเปิดตัว แอสตร้า ใหม่ ในงานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ซึ่งในปีนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปดูงานด้วย ได้เห็นซาฟิร่าครั้งแรก ก็คราวนั้นหละครับ

โอเปิล นำซาฟิร่าออกโชว์ตามงานต่างๆทั่วโลกถึง 2 ปี ก่อนจะเข็นเข้าไลน์การผลิต เพราะต้องการทดสอบปฏิกิริยาของลูกค้า โดยเฉพาะในยุโรป และต้องการให้ซาฟิร่าออกตัวในจังหวะที่พร้อม - the right concept at the right time -

สตาฟฟ์ 250 คนในแผนกออกแบบ ทำการสร้างต้นแบบ 20 คัน และสร้างขึ้นเป็นรูปแบบสัดส่วน 1 ใน 3 ของรถจริงภายใน 2-3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นทีมงานโครงการซาฟิร่า ที่มีเจ้าหน้าที่ 12 คน ได้เลือกคันที่เข้าตาที่สุด และสร้างต้นแบบเท่าคันจริง 2 คัน พร้อมกันนั้นการออกแบบภายในก็ทำไปพร้อมๆกัน ช่วงที่กินเวลาพอสมควรในตอนนี้ คือการออกแบบระบบที่นั่ง Flex 7 เพราะโอเปิลไม่เคยทำอะไรในลักษณะนี้มาก่อน ทีมงานออกแบบภายใน ร่วมงานกับทีมงานของบริษัท Johnson Control ในการออกแบบระบบ Flex 7 ซึ่งกินเวลาเกือบ 4 ปี จากต้นแบบสู่การผลิตจริง

การออกแบบส่วนใหญ่ พึ่งพาระบบคอมพิวเตอร์ CAD เพื่อสร้างภาพ 3 มิติ ตั้งแต่รูปทรงภายนอก ไปถึงรายละเอียดทางเทคนิค เช่นในการออกแบบกระจกหน้า และที่ปัดน้ำฝน โปรแกรมทำการจำลองสภาพการที่ฝนตก และบริเวณที่น้ำฝนกระจายตัวไป ใส่ตำแหน่งของซีลยางต่างๆเข้าในโปรแกรม และจากการออกแบบนี้เอง ที่พบว่าที่ปัดน้ำฝนแบบ ประกบเข้าหากันตรงกลาง (clap hand) ทำงานได้ดีที่สุดในซาฟิร่า

  
ซาฟิร่า เทียบกับ แอสตร้า แวน

โอเปิล ทำการออกแบบซาฟิร่า ไปพร้อมกับแอสตร้า แวน รุ่นใหม่ โดยทั้งสองคัน ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันราว 60 เปอร์เซ็นต์ เช่น เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง ระบบพวงมาลัย และชิ้นส่วนปลีกย่อยเล็กๆอีกจำนวนมาก

ตั้งแต่ออกสู่ตลาดเมื่อกลางปี 1999 ซาฟิร่าก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเกินความคาดหมาย โรงงานที่โบคุ่ม ในเยอรมันต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ทันต่อยอดการสั่งซื้อ และเป้าหมายการผลิตในปี 2000 ที่วางไว้แต่ต้นก็ต้องปรับให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ... (แต่สำหรับในประเทศไทย เชื่อว่าเซ็กเมนต์นี้ ยังใหม่มากสำหรับผู้บริโภคในไทย GM คงต้องทำงานหนัก เพื่อให้คนไทยยอมรับรถขนาด "เล็ก" ที่มีประโยชน์ใช้สอยมากมายคันนี้)

ครั้งหน้าจะเป็นรายละเอียด การออกแบบระบบ Flex 7 ครับ

8 สิงหาคม 2543

คราวนี้มาดูขั้นตอนการพัฒนาจุดขายสำคัญของ ซาฟิร่า คือระบบ Flex7 กันครับ ... หลายท่านอาจคิดว่า ระบบนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ แต่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ในต่างประเทศ ได้มีการชื่นชมระบบที่นั่งนี้กันอย่างกว้างขวาง เพราะในรถ MPV โดยทั่วไป การปรับเปลี่ยนที่นั่งจำเป็นต้องถอดที่นั่งออกเก็บไว้ที่บ้าน เมื่อไม่ต้องการใช้งาน ดังนั้นจึงมีความไม่สะดวกในบางโอกาส แต่ในระบบ Flex7 ของโอเปิ้ลนั้น ที่นั่งทุกที่จะอยู่ในรถตลอดเวลา และสามารถพับที่นั่ง 2 แถวหลังเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้งาน

บริษัท Johmson Controls เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาระบบ Flex7 โดยมี Martin Zynder เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ การพัฒนาระบบที่นั่งแบบใหม่นี้ เริ่มขึ้นในเดือน พ.ค. 1994 โดยโอเปิลเป็นผู้กำหนดความต้องการ ให้ J.C. ทำการออกแบบและผลิต

ปัญหาที่สำคัญที่ต้องเผชิญคือ ระบบที่นั่งแบบนี้ต้องมีรางสำหรับที่นั่งแถว 2 ที่ทั้งกว้างและยาวเป็นพิเศษ (ใครที่ได้รถแล้ว ลองสังเกตดูก็ได้ครับ) ซึ่งมีความยุ่งยากทางเทคนิคในการผลิต ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องทำให้ง่ายต่อการใช้งาน, ต้องมีเนื้อที่พอ สำหรับติดตั้งที่นั่งแถว 3 และยังต้องมีพื้นที่สำหรับ พรม และ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงใต้รถอีกด้วย

เมื่อถามถึงความสบายในที่นั่ง 2 ตัวท้าย Zynder ตอบว่ามีความสบายเท่าเทียมกับที่นั่งตัวอื่นๆในรถ (ข้อนี้ผมขอแย้งครับ !!!) และในขั้นตอนการผลิตก็ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมา เพียงแต่อาศัยการออกแบบที่ดี สิ่งที่อาจจะดูใหม่ที่สุดก็คือระบบรางของที่นั่งแถว 2 ซึ่งไม่เคยมีการผลิตรางลักษณะนี้มาก่อน

นอกจากการพัฒนามาเพื่อใช้ใน ซาฟิร่า แล้ว โอเปิลยังได้นำที่นั่งนี้ ไปดัดแปลงใช้กับ แอสตร้า ใหม่ด้วยในคราวเดียวกัน โดยความแตกต่างกันคือ ที่นั่งที่ใช้ใน ซาฟิ่ร่า จะถูกยกให้สูงขึ้น และมีการติดตั้งที่ท้าวแขน (ไม่มีในรุ่นประกอบในบ้านเรา) รวมทั้งถาดใส่ของ และเครื่องเล่น CD ไว้กับที่นั่งหน้าทั้ง 2 ตัวด้วย

J.C. ทำการออกแบบระบบ Flex7 ที่สำนักงานใหญ่ใน Burscheid รวมทั้งที่ Russelsheim ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของโอเปิลด้วย สำหรับการผลิต มีขึ้นที่โรงงานใน Bochum ด้วยกำลังการผลิตที่นั่งสำหรับ ซาฟิร่า 750 ชุดต่อวัน และสำหรับ แอสตร้า 600 ชุดต่อวัน โดยมีเป้าหมายจะผลิต ที่นั่งสำหรับ ซาฟิร่า ราวปีละ 240,000 ชุด ซึ่งส่วนหนึ่งก็ส่งมาที่โรงงานที่ระยองด้วย

ก็เป็นอันจบแล้วล่ะครับ สำหรับข้อมูลเบื้องหลังการผลิตและพัฒนา ซาฟิร่า ที่ผมมีอยู่ ถ้ามีข้อมูลความเคลื่อนไหวใหม่ๆมา ผมจะพยายามมานำลงไว้ให้อ่านกัน ให้พวกเรารู้จักรถที่เราใช้ให้มากที่สุดไงครับ

Breakdown : Since it does not meet the crash-test conditions, the Zafira will not be sold in the United States. Sales are projected at about 115,000 Zafiras by the end of year 1999. Next year (2000), Germany should absorb 70,000 units, Italy 40,000 units, Great Britain 25,000 and about 20,000 in France. Spain and the Netherlands should each sell 12,000 and Belgium around 9,000.

(ผมไม่แปลส่วนนี้ เพราะไม่ต้องการให้เนื้อหาผิดเพี้ยน เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างละเอียดอ่อน ทางเชฟโรเล็ต เซลส์ กำลังตรวจสอบข้อมูลนี้อยู่ และคงจะนำมาเผยแพร่กันต่อไปครับ)

2 กันยายน 2543

จากข้อมูลที่ตีพิมพ์ไว้ข้างบน:

"Breakdown : Since.it does not meet the crash-test conditions, the Zafira will not be sold in the United States."

ผมได้ส่งข้อมูลนี้ไปสอบถามกับทาง GM และได้รับคำตอบกลับมาแล้ว ดังนี้ครับ

"จากคำถามที่ท่านได้สอบถามข้อมูลมาทาง email ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2453 เกี่ยวกับข้อมูล การทดสอบการชน จากหนังสือ vehicle news นั้น หลังจากได้ตรวจสอบข้อมูลกับฝ่ายที่เกี่ยวของ บริษัทเชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนชี้แจงให้ท่านทราบว่า รถยนต์ซาฟิราที่ผลิตในประเทศไทยนี้ ไม่มีความแตกต่าง ทางด้านโครงสร้าง กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเยอรมัน ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตในประเทศไทยนั้น เป็นมาตราฐานเดียวกันกับที่ผลิตในยุโรป การทดสอบการชนกำลังดำเนินการอยู่ภายใต้ขั้นตอนการปฏิบัติการซึ่งทางบริษัทฯ มั่นใจว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

ในปัจจุบันนี้รถยนต์ซาฟิราได้ถูกออกแบบตามมาตราฐานความปลอดภัยในตลาดยุโรป ซึ่งได้รับการรับรองมาตราฐานความปลอดภัยของแต่ละประเทศในยุโรป หาก จี เอ็ม ตัดสินใจที่จะส่งออกรถยนต์ซาฟิราไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกา รถที่ผลิตนั้นต้องผ่านการทดสอบตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา ซึ่งรถที่ผลิตในยุโรป, ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตามเช่นกัน

ทางบริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำตอบที่ท่านได้รับจะสร้างความมั่นใจในการใช้รถยนต์ซาฟิราของท่านตลอดไป

ขอแสดงความนับถือ

ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์"
บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

myzafira@yahoo.com

1