โคลงสี่สุภาพ

     ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีผู้เขียน ร้อยกรอง ในรูปแบบ กลอนสุภาพ เป็นส่วนมาก แต่จะหาผู้ที่ประพันธ์ เป็นโคลงสี่สุภาพ ได้น้อยลง เนื่องจาก การเขียนโคลงนั้น มีกฎเกณฑ์ ในการประพันธ์ หลายอย่าง อีกทั้งจะหา ตำราที่ว่าด้วย การเขียนโคลง อย่างละเอียด ก็มีอยู่น้อยเล่มเต็มที พอดีผมไปเจอ หนังสือการประพันธ์ โคลงสี่สุภาพ ของกรมศิลปากรมา (๒๕๔๑) จึงคิดจะคัดย่อ ลงมาให้ผู้ที่สนใจ ได้ศึกษากันต่อไป

ฉันทลักษณ์ของโคลงสี่สุภาพ


0 0 0 อ ท            0 x ( 0 ส)
0 อ 0 0             อ
0 0 อ 0 x             0 อ ( 0 ส)
0 อ 0 0             อ ท 0 x 

0  - คือคำใดๆก็ได้
ส  - คือคำสร้อยไม่นิยมให้มีความหมาย มักจะใช้คำ เช่น นา แล ฤๅ แฮ ฮา รา บารนี ฯลฯ
x  - คือตำแหน่งคำสุภาพ ทีสัมผัสสระกัน ไม่ควรใส่รูป วรรณยุกต์ใดๆ เพราะจะทำให้น้ำหนักของโคลงเสียไป

ข้อควรสังเกต: ในวรรคสุดท้าย ของโคลงสี่สุภาพ สี่คำสุดท้าย ต้องเขียน ติดกัน (มือใหม่ๆ มักจะเขียน แยกจากกัน)

 คำเอกคำโท

    ตัวอย่างของโคลงสี่สุภาพ มีตำแหน่ง รูปวรรณยุกต์เอก ๗ แห่ง และ ตำแหน่งรูปวรรณยุกต์โท ๔ แห่ง

สิบเก้าเสาวภาพแก้ว            กรองสนธิ์
จันทรมณ
ฑล                        สี่ถ้วน
พระสุริยะเสด็จ
ดล                 เจ็ดแห่ง
แสดงว่าพระโคลง
ล้วน          เศษสร้อยมีสอง ฯ

    ตำแหน่ง รูปวรรณยุกต์เอก ในโคลง อาจใช้คำตาย แทนได้ ส่วนคำที่กำหนด รูปวรรณยุกต์โท ไว้นั้น แทนด้วยอะไร ไม่ได้ทั้งสิ้น ต้องใช้รูปโทเท่านั้น ส่วนตำแหน่งอื่นๆ อีก ๑๙ คำ จะใช้รูปใดๆก็ได้มีรูปวรรณยุกต์ใดๆก็ไม่ถือว่าผิด 

    คำตาย คือคำที่สะกดด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น กะ, แกะ, เกาะ, กุ ฯลฯ และ คำที่สะกดด้วยแม่ กก, กด, กบ รวมทั้ง ฤ ก็ บ่

    การใช้เอกโทษ โทโทษ คือการแผลงรูปคำ ให้ใช้วรรณยุกต์ เอกหรือโท ตามต้องการ แต่เสียงให้อ่าน เหมือนกับคำ ที่แผลงมานั้น เช่น เหล้น หมายถึง เล่น , เหยี้ยง หมายถึง เยี่ยง ฯลฯ ปัจจุบันไม่นิยมใช้ เอกโทษ,โทโทษ อีกแล้ว เพราะถือว่า เป็นข้อบกพร่อง ในรูปวรรณยุกต์ ถ้าไม่จำเป็นให้หลีกเลี่ยง

สัมผัส

    ในโคลงมีสัมผัสบังคับ หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า สัมผัสนอก ตามผังข้างต้น ในส่วนที่เป็นสีแดง ทั้งตำแหน่งเอก และโท ในหนังสือ จินดามณี ฉบับพระโหราธิบดี อธิบาย สัมผัสบังคับ ของโคลงสี่สุภาพ ไว้ว่า

    ให้ปลายบทเอกนั้น               มาฟัด
ห้าที่บทสอง
วัจน์                       ชอบพร้อง
บทสามดุจเดียว
ทัด                  ในที่ เบญจนา
ปลายแห่งบทสอง
ต้อง              ที่ห้าบทหลัง ฯ

    สัมผัสระหว่างวรรคแรก กับวรรคหลัง ในบาทเดียวกัน จุดส่งสัมผัส ที่ทำให้จังหวะเสียง ในโคลงแต่ละบาท มีความสง่า ไพเราะยิ่งขึ้น คือสัมผัสอักษร ระหว่างวรรคแรก กับวรรคหลัง โดยคำสุดท้าย ของวรรคแรก อาจส่งสัมผัส ไปยังคำใด คำหนึ่ง ในวรรคหลัง ดังตัวอย่าง

    กำสรวลศรีปราชญ์พร้อง       เพรงกาล
จากจุฬาลักษณ์
ลาญ                 สวาทแล้ว
ทวาทศมาส
สาร                        สามเทวษ ถวิลแฮ
ยกทัดกลางเกศ
แก้ว                 กึ่งร้อนทรวงเรียม ฯ

คำสร้อย

    คำสร้อย ซึ่งใช้ต่อท้าย โคลงสี่สุภาพ ในบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ นั้นจะใช้ต่อ เมื่อใจความขาด หรือยังไม่สมบูรณ์ หากความ ในบาทนั้น สมบูรณ์ ได้ใจความ ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็น ต้องมีสร้อย ซึ่งถ้าใช้สร้อย ในที่ไม่จำเป็น ก็จะทำให ้โคลงบทนั้น "รกสร้อย"

ตัวอย่างโคลงที่สมบูรณ์ไพเราะที่ไม่ต้องมีสร้อย

เช่น

๏ โบสถ์ระเบียงมรฑปพื้น            ไพหาร
ธรรมาสน์ศาลาลาน                      พระแผ้ว
หอไตรระฆังขาน                          ภายค่ำ
ไขประทีปโคมแก้ว                       ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์ ฯ

และตัวอย่างโคลงที่ความไม่สมบูรณ์ ต้องใช้สร้อยจากเรื่องเดียวกัน คือ

๏ อยุธยายสล่มแล้ว                       ลอยสวรรค์ ลงฤๅ
สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร                เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์                  ศาสน์รุ่ง เรือง
แฮ
บังอบายเบิกฟ้า                              ฝึกฟื้นใจเมือง ฯ

คำสร้อยที่นิยมใช้ กันมาแต่โบราณนั้น มีทั้งหมด ๑๘ คำ ดังนี้

๑. 'พ่อ' ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล เช่น ฤทธิ์พ่อ, นี้พ่อ, นาพ่อ ฯลฯ
ศัตรูหมู่พาลา                           พาลพ่าย ฤทธิ์พ่อ

๒. 'แม่' ใช้ขยายความ เฉพาะบุคคล หรือเป็นคำ ร้องเรียก เช่น แม่แม่, มาแม่ ฯลฯ
แสนศึกแสนศาสตร์ซ้อง          แสนพัน มาแม่

๓. 'พี่' ใช้ขยายความ เฉพาะบุคคล อาจทำหน้าที่ เป็นสรรพนาม บุรุษที่ ๑ หรือบุรุษที่ ๒ ก็ได้ เช่น เรือพี่, ฤๅพี่ ฯลฯ
สองเขือพี่หลับไหล                   ลืมตื่น ฤๅพี่

๔. 'เลย' ใช้ในความหมาย เชิงปฏิเสธ เช่น เรียมเลย, ถึงเลย ฯลฯ
ประมาณกึ่งเกศา                     ฤๅห่าง เรียมเลย

๕. 'เทอญ' มีความหมาย ในเชิงขอให้มี หรือขอให้เป็น เช่น ตนเทอญ ฯลฯ
สารพัดเขตจักรพาล                 ฟังด่ำ บลเทอญ

๖. 'นา' ดังนั้น เช่นนั้น
จำบำราศบุญเรือง                    รองบาท พระนา

๗. 'นอ' มีความหมาย เช่นเดียวกับคำอุทานว่า 'หนอ' หรือ 'นั่นเอง'
ยอกไหล่ยอกตะโพกปาน           ปืนปัก อยู่นอ

๘. 'บารนี' สร้อยคำนี้ นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า 'ดังนี้' 'เช่นนี้'
กินบัวอร่อยโอ้                            เอาใจ บารนี

๙. 'รา' มีความหมาย ละเอียดว่า 'เถอะ' 'เถิด'
วานจวนชำระใจ                        ความทุกข์ พี่รา

๑๐. 'ฤๅ' มีความหมาย เชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ
มกุฏพิมานมณ                           ฑิรทิพย์ เทียมฤๅ

๑๑. 'เนอ' มีความหมายว่า ดังนั้น 'เช่นนั้น'
วันรุ่งแม่กองทวิ                         ทศพวก นายเนอ

๑๒. 'ฮา' มีความหมาย เช่นเดียวกับ คำสร้อย นา
กวัดเท้าท่ามวยเตะ                   ตึงเมื่อย หายฮา

๑๓. 'แล' มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น
กัลยาเคยเชื่อไว้                         วางใจ มาแล

๑๔. 'ก็ดี' มีความหมาย ทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น
นิทานนิเทศท้าว                          องค์ใด ก็ดี

๑๕. 'แฮ' มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียว กับคำสร้อย แล
อัชฌาสัยแห่งสามัญ                    บุญแต่ง มาแฮ

๑๖. 'อา' สร้อยคำนี้ ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียก ให้ครบพยางค์ เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำ ออกเสียงพูด ในเชิง รำพึง แสดงความวิตกกังวล
เป็นไฉนจึงด่วนทิ้ง                        น้องไป พี่อา

๑๗. 'เอย' ใช้เมื่ออยู่หลัง คำร้องเรียก เหมือนคำว่า เอ๋ย หรือวางไว้ ให้คำครบตามบังคับ
จำปาจำเปรียบเนื้อ                        นางสวรรค์ กูเอย

๑๘. 'เฮย' ใช้ในลักษณะ ที่ต้องการเน้น ให้มีความเห็น คล้อยตามข้อความ ที่กล่าวมาข้างหน้า สร้อยคำนี้ มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" ดังนั้นเมื่อใช้ ในคำสร้อย จึงน่าจะมีความหมายว่า เป็นเช่นนั้นแล้ว ได้เช่นกัน
ขึ้นดั่งชัยพฤกษ์พร้อม                    มุรธา ภิเษกเฮย

คำสร้อยทั้ง ๑๘ คำที่กล่าวมานี้ เป็นคำสร้อยแบบแผน ที่ใช้กันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีคำสร้อย อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า "สร้อยเจตนัง" เป็นคำสร้อยที่กวี ต้องการให้เป็น ไปตามใจของตน หรือใช้คำสร้อยนั้น โดยจงใจ ผู้ที่เริ่มฝึกหัด การประพันธ์ ควรใช้แต่สร้อย ที่เป็นแบบแผน หลีกเลี่ยงการใช้ สร้อยเจตนัง ในงานกวีนิพนธ์ ที่เป็นพิธีการ ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน สร้อยแบบนี้ ไม่พบบ่อยนัก ในวรรณกรรมเก่า จึงหาตัวอย่างได้ยาก เช่น

หายเห็นประเหลนุช                        นอนเงื่อง งงง่วง
พวกไทยไล่ตามเพลิง                     เผาจุด ฉางฮือ
ลัทธิท่านเคร่งเขมง                       เมืองท่าน อือฮือ

    การใช้คำสร้อย ของกวีในอดีต แต่ละท่านมีความนิยม แตกต่างกัน ในงานประพันธ์ บางชิ้น ที่ไม่ทราบว่า ท่านใด เป็นผู้ประพันธ์ อาจใช้รูปแบบ ความนิยม ในการใช้คำสร้อย เป็นสิ่งช่วยวินิจฉัยว่า ผลงานนั้นเป็น ของกวีท่านใดได้

พยางค์ คำ อักษร

    การนับคำ ที่เกิดจากพยางค์ กวีบางท่านจะนับแต่ละพยางค์เป็น ๑ อักษรเช่น 

จักผทมเดียวดู                    แต่ไม้

    บางท่านจะนับรวบหลายๆพยางค์เป็น ๑ อักษรก็ได้ เช่น 

จงเฉลิมแหล่งพสุธาร          เจริญรอด หึงแฮ

จะเลือกใช้แบบใดก็ได้แล้วแต่ถนัดครับ

เสียงสูงและเสียงต่ำในโคลง

    เสียงของโคลงที่นิยมว่าอ่านแล้วมีลีลาของเสียงไพเราะคือ ขึ้นสูง รับสูง และส่งสูง เช่น

๏ สาวสนมสนองนาถไท้               ทูลสาร
พระจักจรจาก
สถาน                     ถิ่นท้าว
เสด็จแดนทุรกันดาร                    ใดราช เสนอนา
ฤๅพระรานเสน่ห์ร้าว                    ด่วนร้างแรม
ไฉน

     หรือ 

๏ แตกกระจายต่อมน้ำ                     ฝนฝัน
เปรียบนั่นแหละชีวัน                         ครู่น้อย
อัตตาสั่นกระ
สัน                                สรรพสิ่ง
เลิกใฝ่อธรรมต่ำต้อย                        ต่อต้านตัณ
หา

    รูปแบบนี้ถือว่า ลีลาของเสียง ไพเราะที่สุด แต่ไม่บังคับ จะใช้หรือไม่ก็ไม่มีใครว่า ลองไปอ่านโคลง ของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ดูสิครับ เป็นแบบอย่างเรื่อง ความไพเราะของ เสียงโคลงที่ดีมาก

*** หนังสืออ้างอิง: "การประพันธ์โคลงสี่สุภาพ" โดย กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๔๑


[กลับไปหน้าหลัก]       [กลอนสุภาพ]