วาทะ คานธี

สกุล บุณยทัต    จากเนชันสุดสัปดาห์

73.gif (7401 bytes)

 

"แท้จริง...มนุษย์ย่อมคือมนุษย์"

"เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด

ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน

มีความรู้มหาศาล แต่ความประพฤติไม่ดี

ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม

วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์

บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียลละ"

***

นี่คือบาป 7 ประการ...ในทรรศนะของ มหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นบทวิพากษ์ความเป็นมนุษย์แห่งสังคมของโลกสมัยใหม่ ที่แสดงให้เห็นบทบาทของมนุษย์ประเภทต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความเป็นไปของโลกไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักการศาสนา นักการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ บรรดาบุคคลประเภทต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ กำลังดำเนินบทบาทที่สวนทางกับความดีงาม ทั้งที่ด้วยสถานะของพวกเขาทั้งหมด มาตรฐานแห่งความดีงามของพวกเขาต้องอยู่ในระดับสูงและน่ายกย่อง แต่การณ์กลับเป็นไปในทางตรงข้าม ใช่จำกัดอยู่เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง ประเทศใดประเทศหนึ่ง..แต่เป็นด้วยโลกทั้งโลกที่เพาะบ่มความชั่วร้ายอันถือเป็นบาปที่น่ารังเกียจนี้ขึ้นพร้อมๆ กัน

 

"มหาตมะ คานธี" ....ปราชญ์แห่งความรู้และนักคิดคนสำคัญของอินเดียได้แสดงทรรศนะผ่านความรู้สึกนึกคิด ในสถานะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งชาติ" โดยเน้นย้ำถึงสภาพอันถูกต้องดีงาม ในความเป็นอยู่ของบุคคล ทั้งในแบบแสวงหาความสุขที่แท้จริงเฉพาะตน และต่อสังคมเป็นส่วนร่วม..ผ่านวาทะแห่งความเข้าใจแห่งชีวิตอันยิ่งใหญ่ ในทุกๆ ด้านของความคิดและการกระทำ ที่เต็มไปด้วยสำนึกแห่งการ "หยั่งรู้อันสมบูรณ์

 

"วาทะคานธี" เป็นหนังสือที่มีคุณลักษณะพิเศษด้วยเหตุผลข้างต้น เป็นรวมข้อคิดคำคมของบิดาแห่งชาติของประเทศอินเดีย..ประเทศที่เป็นแหล่งรวมทั้งอารยธรรม และความยากจนข้นแค้น...เป็นที่รวมแห่งภาพแสดงของความขัดแย้งที่มนุษย์มีต่อมนุษย์..ที่สังคมมีต่อสังคม และที่ความถูกผิดไม่อาจหาที่อยู่อันถูกต้องของตนเองได้ พื้นฐานของความเป็นประเทศอินเดียได้ขยายขอบเขตแห่งความขัดแย้งนี้ไปทั่วทั้งทวีปอย่างไม่น่าเชื่อ...สถานะของบุคคลที่ได้รับการยกย่องผูกติดกับเงื่อนไขของความร่ำรวย อำนาจที่มาจากเงินตรา..ความอยุติธรรมกลายเป็นดอกผลของความถูกต้องไปอย่างเจ็บปวด.. "บาปแห่งการกระทำ" โดยมนุษย์เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างไม่รู้จบท่ามกลางวัฏจักรแห่งความโลภโมโทสันที่เป็นสันดานอันมืดมนของชีวิต "น่าละอาย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่ละอาย"

ประเด็นที่กล่าวถึงทั้งหมดย่อมหมายถึงว่ามนุษย์ในวันนี้..ส่วนใหญ่ขาดคุณธรรม "คุณธรรมคือความงามความดี จะมียืนยงและยิ่งใหญ่อยู่ในประวัติของบุคคล ก็ต่อเมื่อกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และผู้ใดได้ผ่านการพิสูจน์มาดีแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุรุษเอกของโลก ซึ่งมีมาแล้วไม่กี่คน" และคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันท่านหนึ่งก็คือ .. "มหาตมะ คานธี" คำกล่าวนี้ไม่ได้ฟังดูเกินเลยแต่อย่างใด ในเมื่อวาทะของท่านมหาตมะ คานธี ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวาง ไม่ลุ่มหลงอยู่แต่ศาสนาของตนศาสนาเดียว แล้วปฏิเสธคำสอนดีๆ ในศาสนาอื่น.. ท่านชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงศาสนานั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงด้วยความเข้าใจถึงโครงสร้างโดยองค์รวมของสังคมที่มีผลเชื่อมโยงถึงกันและกัน

"ผู้ที่พูดว่าศาสนาไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้น เป็นผู้ที่ไม่ทราบความหมายของคำว่าศาสนา..สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนา เป็นเรื่องของความโสมมที่ควรสละละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ และเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประเทศชาตินั้น ต้องเป็นเรื่องของผู้ที่มีศีลธรรมประจำใจ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องนำเอาศาสนจักรไปสถาปนาไว้ในวงการเมืองด้วย"

ในขณะที่ระบบการเมือง และวิถีแห่งนักการเมืองในโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยวิถีปฏิบัติที่ผิดบาป ไร้อุดมการณ์ทางด้านศาสนา..พฤติกรรมและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเป็นสิ่งที่น่าพินิจพิเคราะห์ตราบเท่าที่ความชั่วร้ายดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาไปในทางที่ถูกต้องแท้จริง โลกอาจมีคนที่ด้อยโอกาส และไร้อำนาจมากเกินไป..เหตุนี้เมื่อคนที่มีอำนาจในการรับผิดชอบไม่มีหัวใจที่อิงกับศาสนา พวกเขาจึงดูเหมือนจะทำโลกนี้ผิดและผิด ยิ่งขึ้นไปอีก

"ตราบใดที่แม้มนุษย์คนเดียว ต้องหิวโหย เพราะไม่มีงานทำ ตราบนั้น เราจะรับประทานอาหารอย่างมีความสุขได้อย่างไร "มหาตมะ คานธี ยืนยันข้อความจริงตรงนี้ว่า

"เป็นการบาปที่จะหาอาหารให้คนที่มีแรงทำงานได้กินฟรี หางานให้เขาทำซิ จะได้ชื่อว่าเป็นบุญ"

บาปบุญในทรรศนะของมหาตมะ คานธี ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้ แน่นอนส่วนหนึ่งย่อมอิงต่อองค์ประกอบทางด้านศาสนา แต่อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาวะแห่งความเป็นตัวตนของบุคคลที่จะประพฤติปฏิบัติด้วยตัวของตัวเอง..ประเด็นสำคัญตรงนี้ มหาตมะ คานธีระบุว่า

"ความโลภของคนเรานั้นสามารถขึ้นสูงไปได้เหนือท้องฟ้า และสามารถลงต่ำไปได้ถึงใต้บาดาล เพราะฉะนั้น ความโลภจึงควรมีการยับยั้งกันไว้บ้าง" ความโลภนำไปสู่การเกิดข้อคิดที่มีคุณค่าต่อชีวิต ถ้าหากบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเชื่อ จะคิด และดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสัตย์" อสัตย์อาจจะดูมีชัยรุ่งโรจน์ แต่อสัตย์จะชนะสัตย์ไม่ได้แน่"

มหาตมะ คานธี ได้ให้ข้อตระหนักถึงความสำคัญในด้านจิตใจ..ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของความโลภ และความไม่ซื่อสัตย์ อันเป็นรากฐานของความผิดบาปว่า..ล้วนก่อเกิดมาจากจิตใจของมนุษย์ทุกคน เพราะจิตใจของมนุษย์ต่างมีแง่มุมที่ต้องระมัดระวัง

"จิตใจมีด้วยกันสองอย่าง อย่างหนึ่งพาขึ้นสู่เบื้องสูง อีกอย่างหนึ่งนำลงสู่เบื้องต่ำ ขอให้เราพิจารณาและแยกแยะเสียให้ถูก" ซึ่งในความคิดดังกล่าวนี้ มหาตมะ คานธี เชื่อว่ามันจะมีผลต่อการดำรงอยู่ของสังคม และผู้คนในสังคม ซึ่งหากทั้งหมดเป็นไปในหนทางที่ถูกต้อง ความสงบเรียบร้อยต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น..มหาตมะ คานธี ได้อ้างข้อสนับสนุนจากคำสอนของ "ขงจื๊อ" ที่ว่า... "ในบ้านเมืองที่มีสภาพเรียบร้อยนั้น ความเจริญมิใช่วัดกันด้วยทรัพย์สินสมบัติ ความบริสุทธิ์ของประชาชนและของผู้นำต่างหากที่เป็นสมบัติอันแท้จริงของประเทศชาติ"

ความบริสุทธิ์ถือเป็นสมบัติอันแท้จริงของโลกและชีวิต..ศรัทธาในความเป็นไปตรงนี้จะทำให้มนุษย์ได้ค้นพบในสัจธรรมที่ว่า

"ชีวิตมิใช่การเพลิดเพลินแสวงหาความสนุกสนาน แต่ชีวิตคือการค้นพบพระเป็นเจ้า และชีวิตคือการรับใช้มนุษยชาติ...หากชีวิตคือการค้นพบพระเป็นเจ้า และรับใช้มนุษยชาติ หน้าที่ของเราก็คือ ต้องรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์สะอาด และตั้งตนอยู่ในทางสายกลาง"

วาทะคำสอนของมหาตมะ คานธี หลอมรวมขึ้นจากแนวคิดของศาสนาหลายๆ ศาสนา..เป็นแนวท