โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ                            

HOME / ข้อมูลพื้นฐาน /แนะนำสถานศึกษา /แผนการจัดการเรียนรู้ พูดจาประสาคร / แก่นสารการศึกษา  /ลูกไม้ลายไทย /นานาสาระ /LINKS & สมุดเยี่ยม / กระทู้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

คำนำ

เอกสารรายงานการวิจัยในชั้นเรียน กลุ่มทักษะภาษาไทย เรื่องการใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์

ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. เป็นการรายงานผลการวิจัยและรวบรวมเอกสารหลักฐานประกอบต่างๆ

เพื่อเป็นแนวทางในการทำการวิจัยเรื่องอื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเพื่อประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงานผู้สนใจทุกท่าน

ผู้ทำการวิจัยหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะสามารถอำนวยประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น เพื่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา

ของโรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ และโรงเรียนประถมศึกษาอื่นตามสมควร

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนสนับสนุนช่วยเหลือจนการวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วง ซึ่งขอกล่าวนามไว้ในที่นี้

คือ นายสมโภชน์ วาสุกรี ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ ผู้สนับสนุนให้กำลังใจในการดำเนินการ และ

นายกฤษณ์ ศุภนราพรรค์ อาจารย์ 2 โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ ผู้ให้ความช่วยเหลือในการจัดทำรูปเล่มและให้คำแนะนำ

ในการดำเนินการตั้งแต่ต้น

(นางศิริรัตน์ ศุภนราพรรค์)

อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ

ตุลาคม 2544

บทที่ 1

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

เนื่องจากในปัจจุบันนี้ความรู้และวิทยาการต่างๆ เพิ่มขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

ในชั้นเรียนยังนิยมใช้วิธีการสอนให้จดจำเนื้อหาสาระต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย

ไม่สนใจต่อการเรียนวิชาภาษาไทยเท่าที่ควร ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะในการคิดและการเขียนคำคล้องจอง

ผู้ทำการวิจัยตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้นำผลการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์จากพื้นฐานเดิมของผู้เรียน มาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะและความชำนาญในการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ และได้พบว่า

ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน จึงไม่ให้ความสนใจและเกิดเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ท

างการเรียนวิชาภาษาไทยค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น จึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ โดยนำเกมบัตรคำคล้องจองมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสนใจศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ

ทำให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีในห้องเรียน และทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อวิจัยเปรียบเทียบผลการพัฒนาการของผู้เรียน

ระหว่างการใช้เกมบัตรคำคล้องจองกับการสอนแบบเดิม

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลการพัฒนาการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำคล้องของสามพยางค์ ของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. ด้วยการใช้เกมบัตรคำคล้องจอง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

    1. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย
    2. ผู้เรียนมีผลการพัฒนาการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อ
    3. พัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์

นิยามศัพท์เฉพาะ

ผลการพัฒนาการเรียนวิชาภาษาไทย หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนมีค่าน้อยกว่าคะแนนที่ได้

จากการทดสอบหลังเรียน

เกมบัตรคำคล้องจอง หมายถึง สื่อที่ผู้ทำการวิจัยและผู้เรียน(รายบุคคล)ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบ

การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ เรื่อง คำคล้องจองสามพยางค์

 

บทที่ 2

หลักการ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เกมบัตรคำคล้องจอง

เกมบัตรคำคล้องจอง เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้ทำการวิจัยและผู้เรียนได้ร่วมกันออกแบบและจัดทำขึ้นเพื่อประกอบการจัดกิจกรรม

กระบวนการเรียนรู้ เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข.

ซึ่งมีความสอดคล้องกับเนื้อหาการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

หลักการที่ใช้ในการผลิตบัตรคำคล้องจอง

    1. ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยคำนึงถึงความต้อง ความถนัด และความสนใจของ                                              ผู้เรียนเป็นสำคัญ
    2. ความพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นการจัดประสบการณ์                                     เรียนรู้แก่ผู้เรียน ด้วยการให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากสื่อการเรียนแบบต่างๆ ซึ่งได้จัดสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระและประสบการณ์ตามหน่วยการสอนของวิชาต่างๆ
    3. การใช้สื่อการเรียนในปัจจุบันที่นิยมใช้สื่อการเรียนแบบประสม ซึ่งช่วยในการเรียนรู้ของผู้เรียนมากกว่า                             ช่วยในการสอน
    4. ของครูผู้สอน กล่าวคือให้ผู้เรียนได้หยิบฉวยและใช้สื่อการเรียนต่างๆ ด้วยตนเอง
    5. หลักการปฏิสัมพันธ์(Interaction) ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ซึ่งในปัจจุบันต้องการให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้มากขึ้น คือ การยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ(Child center) การผลิตสื่อการเรียนจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการเรียนต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกัน

     

บทที่ 3

วิธีการดำเนินการวิจัย

การวิจัยได้ดำเนินไปตามขั้นตอนและมีสิ่งที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด จำนวนทั้งสิ้น 29 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด จำนวนทั้งสิ้น 29 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเครื่องมือที่ผู้ทำการวิจัยและผู้เรียนได้ร่วมกันออกแบบและสร้างขึ้นทั้งสิ้น ดังต่อไปนี้

    1. แผนการสอนและเกมบัตรคำคล้อง ผู้ทำการวิจัยได้ดำเนินการจัดทำแผนการสอน และสร้างเกมบัตรคำคล้องจองประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสามารถวิเคราะห์
    2. หาประสิทธิภาพของเกมการสอน เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียน           ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. ได้ดังนี้
      1. ผู้เรียนได้คะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 80.68
      2. ผู้เรียนได้คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 93.80
    3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้ทำการวิจัยได้สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. โดยมีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และแนวคิดของผู้เรียน

วิธีการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้ทำการวิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ด้วยเกมบัตรคำคล้องจองและเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องสามพยางค์ของนักเรียนชั้น                                  ประถมศึกษาปีที่ 4 ข. เพื่อศึกษาพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน แล้วบันทึกคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียน(Pre Test) ของผู้เรียนเก็บไว้

ขั้นตอนที่ 2 ผู้ทำการวิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ด้วยบัตรคำคล้องจองตามแผนการสอนที่จัดทำไว้

ขั้นตอนที่ 3 หลังจากจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ครบถ้วนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. เป็นการทดสอบหลังเรียน(Post Test) บันทึกคะแนนและ                                   นำไปวิเคราะห์ต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้ทำการวิจัยได้นำคะแนนที่บันทึกไว้จากการทดสอบผู้เรียนก่อนและหลังเรียน มาทำการวิเคราะห์ทำสถิติดังนี้

    1. หาค่าเฉลี่ย(X) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนและหลังเรียน
    2. หาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนและหลังเรียน

 

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ในการวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. ขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

ตารางแสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. จากการทดสอบก่อนและหลังเรียน

 

 

N

 

X

S.D.

 

ก่อนเรียน

 

29

 

12.10

 

0.41

หลังเรียน

 

29

 

14.06

 

0.48

จากตารางพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. จากการทดสอบหลังเรียนมีค่าสูงกว่าการทดสอบก่อนเรียน

บทที่ 5

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การทำการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องสามพยางค์          ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข.

วิธีดำเนินการวิจัย

    1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. โรงเรียนชุมชนแหลมงอบฯ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ปีการศึกษา 2544 จำนวน 29 คน
    2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
      1. แผนการสอน เรื่อง คำคล้องจองสามพยางค์
      2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข.
      3. บัตรคำคล้องจองสามพยางค์
    3. วิธีการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ทำการวิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้โดยใช้บัตรคำคล้องจอง ทั้งนี้โดยได้ทำการทดสอบก่อนเรียน หลังจากนั้นใช้เวลาในการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้โดยใช้บัตรคล้องจองเป็นเวลา 6 คาบ แล้วทำการทดสอบหลังเรียน

การวิเคราะห์ข้อมูล

ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. ทั้งคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน

สรุปผลการวิจัย

การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข.                          ผลปรากฏว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบหลังเรียนมีค่ามากกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียน

 

อภิปรายผลการวิจัย

ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การใช้เกมบัตรคำเพื่อพัฒนาการเขียนคำคล้องจองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ข. ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์เมื่อผู้วิจัยทำการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ด้วยเกมบัตรคำจะมีค่าสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียน เพราะผู้เรียนเกิดทักษะและความชำนาญ อันมีผลมาจากแรงจูงใจและความสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง สามารถสร้างและสรุปองค์ของความรู้ด้วยตนเอง  ดังปรากฏตามผลการวิจัย

จากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ทำการวิจัยเชื่อว่า กิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้สื่อการเรียนต่างๆ ที่ให้ผู้เรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ได้มีการแสดงออก ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รวมทั้งได้คิดและปฏิบัติจริง จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ถาวรตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด รวมทั้งสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วย

ข้อเสนอแนะ

    1. ควรมีการทำงานร่วมกันกับเพื่อนครูผู้สอนในโรงเรียน เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการเขียนคำคล้องจองสามพยางค์ อันจะทำให้เกิดกิจกรรมที่ต่อเนื่องทุกระดับ
    2. ควรมีการมอบรางวัลหรือเกียรติบัตร เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นต้องการสร้างผลงานที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น
    3. ควรทำการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้นวัตกรรมอื่น เช่น เพลง วีดิโอ เป็นต้น เพื่อให้ได้แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 HOME / UP / แก่นสารการศึกษา