ครั้งหนึ่งในชีวิตกับติมอร์ตะวันออก

----------------------

           หลายท่านคงได้ทราบมาแล้วถึงภารกิจของทหารไทยในติมอร์ตะวันออกในนามของกองกำลัง 972 ไทย/ติมอร์ตะวันออกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาสันติภาพ ( Peace Keeping Force) โดยได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ผลัดที่ 1ในช่วงเดือน ก.ย. 42 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นหน้าที่ของ กกล. 972 ไทยติมอร์/ ตอ. ผลัดที่ 4 ซึ่งใช้กำลังพลหลักจากหน่วย ร.17 พัน 2 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.ลำปาง ข้าพเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ในฐานะบุคลากรเหล่าแพทย์ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 35 นาย รู้สึกยินดีและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับภารกิจที่มีเกียรติ มีคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ให้กับท่านที่สนใจอ่านเรื่องราวในติมอร์ตะวันออกบ้าง

----------------------------

จากเมืองไทยสู่ติมอร์

          พวกเราหน่วยแพทย์ระดับ 2 มาจากหลายหน่วยงานทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน แต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกันไป ได้ผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการขอร้องจากผู้บังคับบัญชา การสอบข้อเขียน การสอบภาคปฏิบัติ พวกเราได้มาเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันที่ รร.สร.พบ.เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยได้รับการอบรมภาษาอังกฤษ ภาษาเตตุ้ม และฝึกระเบียบวินัยทางทหาร เพื่อให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ จนถึงวันที่ 22 มิ.ย.44 เจ้ากรมแพทย์ทหารบกได้เป็นประธานในพิธีส่งพวกเราหน่วยแพทย์ผลัดที่ 4 ไปติมอร์ตะวันออก และในวันที่ 30 มิ.ย.44 หน่วยที่อยู่จากส่วนกลางของ ทบ.และพวกเราบางส่วนจาก กทม.และจังหวัดใกล้เคียงได้เดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อไปรวมพลที่ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.ลำปาง ข้าพเจ้ายังจำบรรยากาศในวันนั้นได้ดี มีญาติพี่น้องมาส่งกำลังพลกันมากพอสมควร จนกระทั่งเวลา 15.00น รถเร็วขบวนที่ 103 ได้นำพวกเราเดินทางไปยังจ.ลำปาง ตอนนั้นน้ำตาเริ่มคลอเบ้าเหมือนกันเพราะไม่เคยจากบ้าน จากคนที่เรารักมานานขนาดนี้ แต่ก็ต้องเข้มแข็งไว้และบอกในใจกับตนเองว่า เราต้องไปปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด อีกไม่นานก็จะได้กลับแล้ว ก็เลยรู้สึกดีขึ้น คงมีหลายๆคนบนรถไฟที่รู้สึกเช่นเดียวกับข้าพเจ้า พวกเราได้เดินทางมาถึงสถานีรถไฟลำปาง เวลาประมาณ 03.35 น บางคนยังไม่ตื่นเลย ต้องปลุกกันและรีบขนของลงรถไฟกันอย่างทุลักทุเล เพราะมีสัมภาระกันมาก มีรถทหารจากในค่ายฯ มารับพวกเราไปส่งที่พัก อยู่ลำปางเป็นเวลา 3 วันเพื่อเตรียมงานด้านธุรการและฝึกซ้อมพิธีส่งกองกำลังทั้งหมดไปติมอร์ตะวันออก จนกระทั่งถึงวันที่ 3 ก.ค.44 เวลา 10.30 น. พลเอก พัฑฒะนะ พุธานานนท์ รองผบ.ทบ. ได้เดินทางมากระทำพิธีส่ง กำลังพล กกล.972 ผลัดที่ 4 มีตัวแทนจากหลายหน่วยงานมาร่วมให้กำลังใจและบริจาคสิ่งของให้กับพวกเรา วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อนและแดดจัดมาก ข้าพเจ้าและสาวๆอีก 3 คน ต้องอดทนและเข้มแข็งไว้ให้ทัดเทียมกับทหารชาย    ตอนแรกกลัวจะเป็นลมเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ช่วงซ้อมพิธีมาหลายวันจนถึงวันทำพิธีจริง ต้องอยู่กับแดดที่ร้อนจัด แต่พวกเรา4 สาว ก็ผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยดี พวกหนุ่มๆชอบมาแซวกันว่า วันนี้เป็นดาราหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น เนื่องจาก กองกำลังผลัดที่ 4 จำนวนทั้งสิ้น 690 นาย มีพวกเราที่เป็นผู้หญิงจากหน่วยแพทย์เพียง 4 นายเท่านั้น จึงเป็นที่สนใจของบรรดาช่างภาพและนักข่าว กำลังพลทุกคนได้รับประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และได้รับแจกพระเครื่องคนละ 3 องค์ นอกจากที่ใส่สร้อยติดตัวกันมาอีกมาก หลายคนคงรู้สึกอุ่นใจที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มีการพูดเล่นกันว่า ไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ทหารไปเป็นกองพัน แต่หลวงพ่อไปเป็นกองพล จนถึงในช่วงบ่าย กำลังพลเที่ยวบินที่ 1 จำนวน 230 นาย พร้อมสิ่งของสัมภาระเตรียมเดินทางไปสนามบิน บน.41 จ.เชียงใหม่ โดยได้กระทำพิธีอัญเชิญธงชัยเฉลิมพล จาก ร.17 พัน 2 นำหน้าขบวนกำลังพลเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญ กำลังใจกับบรรดาทหารหาญ หน่วยแพทย์ของเราร่วมเดินทางมากับเที่ยวบินที่ 1 จำนวน 10 นาย ทั้ง 4 สาวได้มาพร้อมกันหมด สำหรับเที่ยวบินที่ 2 และ 3 กำหนดจะออกเดินทางจากเมืองไทย ในวันที่ 11 ก.ค.และ 14 ก.ค. 44 ตามลำดับ จนถึงเวลา 17.00 น. ถึงท่าอากาศยาน บน.41 พวกเราได้รับฟังคำชี้แจงจากนายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ถึงการเตรียมตัว การ load สิ่งของสัมภาระต่างๆ หลังจากที่พวกเรารับประทานอาหารมื้อเย็นมื้อสุดท้ายจากเมืองไทย ซึ่งก็คือข้าวเหนียวและหมูทอดเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เริ่มมาชั่งน้ำหนักสิ่งของ ตอนแรกกลัวน้ำหนักเกินเหมือนกัน เพราะจำกัดน้ำหนักคนละไม่เกิน 45 กก. แต่ก็ผ่านทุกคน ต่อมาได้เริ่มฝึกซ้อมพิธีส่ง กกล. 972 ผลัดที่ 4 โดยแม่ทัพภาคที่ 3 และได้กระทำพิธีจริงในเวลา 20.45 น. จากนั้นทหารแต่ละคนก็นั่งรอ นอนรอ คุยกับญาติพี่น้องกันบ้างเพื่อรอขึ้นเครื่อง รู้สึกว่าวันนี้ทนทรหดจริงๆ เพราะยืนกันตั้งแต่เช้า หมดแรงไปตามๅกัน จนกระทั่งเวลา 23.00น. ทุกคนได้เข้าแถวขึ้นเครื่องบินของสายการบินกัมพูชาแอร์ไลน์ เครื่องบินออกจากรันเวย์เวลา23.30 น.

------------------------------------

ชีวิตที่เมืองเบาเกา

          อรุณรุ่งที่เมืองเบาเกา เวลา 06.00น. ( เวลาของเมืองเบาเกา เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชม.) เครื่องบินได้ลงจอดที่สนามบินเบาเกา เห็นเมฆลอยสวยงามมาก บรรยากาศที่มองลงมาจากเครื่องเห็นเป็นท้องทะเลเวิ้งว้าง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ เมืองเบาเกาจะอยู่บนที่สูง เป็นภูเขา มองเห็นที่อยู่ของทหารไทยเป็นหลังคาสีเขียว อยู่ใกล้ๆกับสนามบิน มีการอัญเชิญธงชัยเฉลิมพลลงจากเครื่องก่อน มีทหารกองเกียรติยศมาเข้าแถวรอรับ จากนั้นกำลังพลก็เริ่มทยอยลงมาจากเครื่อง รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน นี่เราเหยียบแผ่นดินต่างประเทศที่เราต้องมาทำงานแล้วหรือ บางคนก็มีอาการหูอื้อตาลายเนื่องจากการเมาเครื่องบิน หลังจากเดินมาประมาณ 700 เมตร พวกเราต้องมาร่วมพิธีรับส่งหน้าที่ระหว่างผู้บัญชาการกองกำลังภาคตะวันออก ( ผบ.ภตอ.) ผลัดที่ 3 คือ พ.อ. ปรีชา พลายอยู่วงษ์ และ ผบ.ภตอ. ผลัดที่ 4 คือ พ.อ. ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน มีทหารจากฟิลิปปินส์และเกาหลีมาร่วมพิธีด้วย เมื่อเสร็จพิธีการแล้ว ทุกหน่วยก็แยกย้ายมารับกระเป๋าเดินทางที่สนามของกองพันทหารราบ ( พันร.ไทย) เมื่อมาถึงที่พักทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ อาบน้ำและนอนหลับพักผ่อนเนื่องจากยังรู้สึกอ่อนเพลียจากการเดินทางและตัวไม่ถูกน้ำมา 24 ชม. เต็มเริ่มต้นการทำงาน บุคลากรแต่ละฝ่ายของผลัดที่ 3 ที่ยังไม่ได้เดินทางกลับ เริ่ม Orientation งาน ต่างๆ ที่พวกเราต้องทำ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับภารกิจหลักของหน่วยแพทย์ระดับ 2 ตั้งแต่การเวชกรรมป้องกัน การรักษาพยาบาล การส่งกำลังบำรุงและการส่งกลับ โดยภารกิจของข้าพเจ้าจะเน้นหนักด้านการรักษาพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ สำหรับการอยู่ที่นี่ร่วมกับบุคลากรหลายระดับย่อมต้องมี รปจ.เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และความสามัคคีในหมู่คณะ อะไรที่ข้าพเจ้าไม่เคยปฏิบัติในเมืองไทย ก็ต้องมาทำที่นี่ เช่น ตอนเช้าทุกคนต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อมาออกกำลังกาย เวลา 20.00 น. (ยกเว้นวันเสาร์- อาทิตย์)จะมีการรวมแถวสวดมนต์ ท่องคำปฏิญาณและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็รู้สึกดีที่ได้ปฏิบัติแบบนี้ การมาทำงานที่นี่พวกเราทหารไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของ UN ในติมอร์ตะวันออกมีมากมายหลายชาติหลายภาษาและมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปอยู่ที่นี่จะได้ประสบการณ์ทางภาษา

โดยเฉพาะภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ ทั้งอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย จอร์แดน ฟิลิปปินส์ เกาหลี แอฟริกา ปากีสถาน กัมพูชาและอีกมากมาย บางครั้งต้องอาศัยภาษามือและท่า ทางประกอบ มีพี่ๆน้องๆในกลุ่ม บอกว่าไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย ไม่กล้าพูด กลัวพูดผิด แต่เมื่อนานวันไปทุกคนก็สามารถสนทนาโต้ตอบกับชาวต่างชาติได้โดยไม่รู้ตัว จึงคิดว่าสิ่งใดที่เราต้องทำและใช้เป็นประจำ เราก็จะเกิดความชำนาญและมีทักษะดีขึ้นเรื่อยๆการอยู่ร่วมกันสำหรับบุคคลหลายชาติ หลายภาษาจำเป็นต้องมีกฏเกณฑ์เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันการกระทำผิดวินัยต่างๆ ซึ่ง UNได้กำหนดขึ้น นั่นก็คือ Code of Conduct มีผู้แทนจาก PKF มาบรรยายให้เราฟัง และตัวอย่างความประพฤติ ผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งต้องถูกส่งตัวกลับและถูกพิจารณาความผิดที่ประเทศไทยอีก ได้แก่ การฆาตกรรม การทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง การข่มขืนหรือกระทำผิดทางเพศ การค้ายาเสพติด ความประมาทเลินเล่ออันทำให้บาดเจ็บ สูญเสียชีวิตหรือทรัพย์สิน การขโมยทรัพย์สินของ UN หรือผู้อื่น การค้าตลาดมืดรวมถึงการใช้สิทธิพิเศษ สินค้าปลอดภาษีไปในทางที่ไม่ถูกต้องการวางตัวไม่เป็นกลางในกรณีเกิดความขัดแย้งอันทำให้ความเชื่อมั่นใน UN หรือภารกิจมีผลเสียหาย ส่วนใหญ่ทหารชายจะถูกเน้นเรื่องห้ามล่วงเกินหรือมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับประชาชนในท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทุกคนจำได้ขึ้นใจ นอกจากระเบียบข้อบังคับของ UN แล้ว พวกเราต้องรู้หน้าที่ของ UN แต่ละฝ่ายด้วยว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง เพราะต้องทำงานด้วยกันและมีการประสานงานกัน จะมีชื่อเรียกของเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษมากมาย ช่วงแรกๆก็งงอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่ได้พบปะพูดคุยและเป็นผู้ป่วยที่มาตรวจหน่วยแพทย์ของเราก็จะเป็นพวก RRU (Rapid Response Unit) ซึ่งเป็นตำรวจจอร์แดนและพวก Civpol ( Civilian Police) ส่วนใหญ่ในเบาเกาจะเป็นคนฟิลิปปินส์และคนไทย สำหรับตำรวจพื้นเมืองที่เป็นชาวติมอร์จะเรียกว่า Polisia นอกจากนั้นจะเป็น UN ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ UNTAET เช่น IEC, FAO, DA, UNHCR มีอาสาสมัครต่างๆ เช่น มิชชั่นนารี NGO เป็นต้นเมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบ การก่อการจราจล การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ Civpol จะเป็นพวกแรกที่เข้าไปในพื้นที่ ตามด้วย RRU และทหารที่คุมแต่ละพื้นที่ กองกำลัง PKF ที่รับผิดชอบเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ประกอบด้วยทหารไทยซึ่งคุมพื้นที่ในอำเภอเบาเกา( Baucau) และวิเคเค(Viqueque) ทหารฟิลิปปินส์และเกาหลีคุมพื้นที่ใน อำเภอมานาตูโต ( Manatuto) และลอสปาลอส( Lospalos) ตามลำดับ สำหรับด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วย UN จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 จะมีสำนักงานอยู่ที่ UNTAET ในตัวเมืองเบาเกา มีแพทย์ประจำ 2 คน พยาบาล 2 คน สามารถรักษาพยาบาลอย่างง่าย ไม่มีการตรวจทางห้องทดลองหรือการตรวจพิเศษ มีเตียงสำหรับสังเกตอาการผู้ป่วย ลักษณะในคลินิคสะดวกสบายและทันสมัย เนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ในตู้ container มีแอร์ ห้องทำงานแยกเป็นสัดส่วนในแต่ละคนและมีคอมพิวเตอร์ประจำทุกห้อง เมื่อเกินขีดความสามารถก็จะส่งผู้ป่วยมายังหน่วยแพทย์ระดับ 2 ของไทย ซึ่งสามารถตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาพยาบาลโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น ให้การรักษาผู้ที่มีปัญหาทางด้านทันตกรรม ทำการผ่าตัดบางอย่างได้ มีการตรวจพิเศษทางห้องทดลอง เอกซเรย์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มีเครื่องช่วยหายใจและเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก ถ้าพ้นขีดความสามารถของพวกเรา ก็จะส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อที่หน่วยแพทย์ระดับ 3 คือ ที่โรงพยาบาลดิลี่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของติมอร์ตะวันออก สำหรับหน่วยแพทย์ของทหารเกาหลี ฟิลิปปินส์จะมีขีดความสามารถเพียงระดับ 1 เท่านั้น สำหรับผู้ป่วยชาวพื้นเมืองจะตรวจรักษาที่รพ.เบาเกาหรือเรียกอีกชื่อว่า รพ. MSF ( Medicins Sans Frontiers) มีแพทย์ประจำ 3-4 คน จากการที่ไปดูสภาพของ รพ. สถานที่และสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยสะอาด บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์มีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ทำงานค่อนข้างหนักวันที่ตื่นเต้นในช่วงแรกๆก็มาถึง หน่วยแพทย์ผลัดก่อนที่ยังไม่ได้เดินทางกลับ บอกพวกเราว่า จะเปิดตรวจโรครักษาผู้ป่วยชาวติมอร์สัปดาห์ละ 1 วัน ในวันเสาร์ พวกเราจะได้ใช้ภาษาเตตุ้ม( TATUN)ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของประชาชน ยังมีภาษาพื้นเมืองที่ใช้กันบ่อยอีก ได้แก่ ภาษามากาไซ ( MAKASAI) และไวมัว( WAIMUA) มีประชาชนมารับบริการประมาณ 300 คน พวกเรายังมีผลัดที่ 3 เป็นพี่เลี้ยง ส่วนใหญ่จะมาตรวจด้วยปัญหา ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดท้อง เป็นหวัด เจ็บคอ เป็นแผลผื่นคันจึงใช้คำเตตุ้มซ้ำๆประมาณ 10 –15 ประโยค เมื่อพวกเราเดินทางมาพร้อมกันทั้ง 3 ผลัดแล้ว ก็สามารถดำเนินงานตามภารกิจของเราได้ครอบคลุมมากขึ้นมีงานด้านเวชกรรมป้องกันโดยเจ้าหน้าที่ได้ออกไปพ่นยากำจัดยุง

ให้กับหน่วยทหารในพื้นที่ตามวงรอบและหน่วยพลเรือนที่ร้องขอมา มีการแจกยา Mefloquine ป้องกันโรคมาลาเรียให้กับกำลังพลคนละ 1 เม็ด/ สัปดาห์ ทุกวันจันทร์ มีการพัฒนา

และดำเนินงานด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมภายในหน่วยให้ดียิ่งขึ้นจากเดิม งานด้านการรักษาพยาบาลได้วางแผนเปิดตรวจโรคผู้ป่วย UN ( รวมทหารด้วย) ทุกวันตลอด  24 ชม. 

สำหรับชาวติมอร์จะเปิดตรวจรักษาให้สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันอังคารและวันเสาร์ นอกจากผู้ป่วยฉุกเฉินจะมารับบริการนอกเหนือจากวันที่กำหนดให้ได้ ไม่มีนโยบายรับผู้ป่วยติมอร์ admit ในรพ. มีผู้ป่วยมารับบริการทำฟันมากพอสมควร มีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ร่วมกับหน่วย ชค.กพศ.( ชุดควบคุมการปฏิบัติการพิเศษ) 

ประชาชนในพื้นที่แต่ละแห่งมารับบริการครั้งละประมาณ 300-400 คนส่วนใหญ่ชาวติมอร์จะบอกว่ายาไทยแลนด์เดี๊ยก ( แปลว่าดี) ในระยะหลังการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จะไปร่วมกับกองพันทหารราบ นอกจากนั้นบุคลากรของเรายังต้องไปช่วยแพทย์ที่รพ.เบาเกาผ่าตัด หรือถูกขอความร่วมมือพาผู้ป่วย

มารับการผ่าตัดที่รพ.ของเราโดยเฉพาะผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ เพราะที่รพ.เบาเกาไม่มีแพทย์ทางด้านกระดูก จากการสังเกตและเก็บข้อมูลพบว่าชาวติมอร์มารับบริการตรวจรักษา

โดยเป็นโรคที่ซ้ำๆกันทุกสัปดาห์ บางคนต้องการมาขอยามากกว่า พวกเราได้ไปจัดรายการเสียงตามสายในบก.ภตอ. ทุกวันอาทิตย์ จันทร์และพฤหัสบดี เวลา 1700-1800 น.โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปซึ่งได้สอดแทรกเกร็ดความรู้ทางด้านสุขภาพให้กับผู้ฟังด้วย ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทุกหน่วยได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ หน่วยแพทย์ก็เช่นกัน เราได้มีการวางแผนซ้อมรับอุบัติภัยหมู่จากสถานการณ์สมมุติสำหรับผู้ป่วยเจ็บจำนวนมากๆ และการส่งต่อผู้ป่วยทางพื้นดินและทางอากาศ

-------------------------------------

สภาพความเป็นอยู่ของหน่วยแพทย์

        สถานที่ตั้งของหน่วยแพทย์อยู่นอกเขตตัวบก.ภตอ. เรามีป้อมยามของเราเอง บ้านพักอาศัยจะเรียกว่าฮัต โดยมีบ้านพักของผบ.หน่วยแพทย์ 1 หลัง บ้านพักนายทหารชาย 1 หลัง นายทหารหญิง 1 หลัง และนายสิบอีก 1 หลัง ทุกคนต้องมากินอยู่ร่วมกัน จึงอาจมีปัญหาเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่ก็จะเป็นเรื่องโจ๊กมากกว่า เช่นเวลานอนในฮัต บางคนก็จะมีเรื่องมาเล่าว่าคนนั้นนอนกรน คนนี้นอนละเมอหรือส่งกลิ่นและเสียงที่ไม่พึงปรารถนา สำหรับที่พักอาศัย หน่วยของเราได้เป็นตัวอย่างในการจัดสภาพแวลล้อมภายในฮัต โดยเฉพาะราวแขวนผ้าทำได้เรียบร้อย บรรยากาศรอบๆรพ.ดูร่มรื่น มีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทาน มีดอกไม้ที่งดงามจนชาวต่างชาติสนใจขอไปปลูกบ้าง พื้นที่ที่เราอยู่เป็นที่สูงบนภูเขา ในช่วงหน้าแล้ง กลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว ส่วนใหญ่จะอยู่ในถุงนอนกันหมด ในด้านอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ดี แต่ละคนน้ำหนักขึ้นตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงมาก จะเห็นว่าเครื่องชั่งน้ำหนักของหน่วยแพทย์ซึ่งมีเครื่องเดียว มีผู้มาใช้บริการกันมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มีแซวกันว่าเครื่องชั่งเสียรึเปล่า เพราะบางคนขึ้นมาเกือบ 10 กก. แต่อาหารจะคิดเมนูได้ไม่มากเนื่องจากขาดเครื่องปรุง ไม่เหมือนที่เราอยู่เมืองไทย จะมีวงรอบในการรับน้ำดื่มจากส่วนกลางในวันอังคาร และรับอาหารในวันพฤหัสบดี ทุกคนจะใจจดจ่อในวันรับอาหารเนื่องจากจะมีผลไม้ คือ แอปเปิ้ลและลูกแพร์ รวมทั้งไอศครีมให้ได้รับประทานกัน ส่วนใหญ่อยู่ได้ประมาณ 3 –4 วัน ก็หมด ทุกคนมี good appetite โดยถือคติว่า งานจะเดินได้ ท้องต้องอิ่มก่อน

------------------------------------------

ชีวิตของชาวติมอร์

         บ้านเรือนของประชาชนคล้ายหมู่บ้านในชนบทของไทย บางบ้านใช้ดินและหินมาสร้างเป็นตัวบ้าน หลังคามุงแฝก ผู้ที่มีฐานะหน่อยก็จะมีบ้านเป็นตึก ยังมีสภาพอาคารที่พักอาศัยซึ่งถูกเผาให้เห็นอยู่ตลอดทาง คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการทำนา ปลูกพืช ผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์พวกแพะ ควาย ม้า หมู สุนัข ไก่ชน เป็นส่วนใหญ่ การทำนาที่นี่ใช้ควายหรือม้าย่ำ ไม่มีคันไถหรือคราด เช่นบ้านเรา แต่ถ้ามีฐานะหน่อยก็จะเห็นรถไถนาคันเล็กๆไว้ทุ่นแรง ปัจจุบันประชากรจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-5 ปีมาก เนื่องจากไม่มีการคุมกำเนิดในอนาคตน่าจะเกิดปัญหาหลายๆด้านตามมาได้ เด็กๆที่นี่กล้าแสดงออก ไม่กลัวคนแปลกหน้า สังเกตว่าขณะที่ทหารไทยขับรถผ่าน ประชาชนไม่ว่าเด็ก วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่จะยกมือขึ้นทักทายพวกเราตลอดทาง แล้วพูดคำทักทายตามเวลา เช่น บุนเดีย (สวัสดีตอนเช้า) โบตราเด้ ( สวัสดีตอนบ่าย) เป็นต้น เด็กตัวเล็กๆ พอเห็นรถเราผ่านขณะถือของอยู่ จะรีบวางของแล้วรีบวิ่งมาเพื่อตีมือกับพวกเรา เป็นภาพที่ข้าพเจ้าประทับใจมาก รู้สึกว่าพวกเค้ารักทหารไทย คงเป็นเพราะทหารไทยที่มาอยู่ตั้งแต่ผลัดแรกๆ ปฏิบัติและช่วยเหลือประชาชนชาวติมอร์ไว้ดีมาก บางครั้งเมื่อเข้าไปในตัวเมือง กลุ่มวัยรุ่นยังร้องเพลงของไทยให้พวกเราได้ฟัง ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเพลงยินดี ที่ลูกเสือชาวบ้านชอบร้องกันและยังพบว่าเด็กและวัยรุ่นติมอร์บางคนพูดไทยได้ชัดมากแถมยังร้องเพลงฮิตของไทยได้เหมือนศิลปินต้นแบบ แสดงว่าเราสร้างสัมพันธภาพและความเชื่อถือ ศรัทธากับประชาชนได้ดี ยังมีคำพูดจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบ ถ้ามีทหารไทยอยู่ด้วย จะรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเมื่อเดินทางไปหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เด็กๆมักจะร้องขอ อากั้ว( น้ำดื่ม) เสมอ บางพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีน้ำใช้หรือชาวติมอร์ยังไม่รู้จักวิธีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ก็เป็นไปได้ ที่ติมอร์สิทธิของคนไม่เท่าเทียมกัน ผู้หญิงและเด็กจะเป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เรามักจะเห็นผู้หญิงแบกสิ่งของไว้บนศีรษะ ซึ่งค่อนข้างหนัก เดินกันไกลมาก เพราะรถประจำทาง (รถตู้ขนาดเล็ก) ดูแล้วไม่เพียงพอจะเห็นคนทั้งเกาะโหนออกมานอกรถหรืออยู่บนหลังคารถ แล้วต้องรอรถเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าประชาชนจะมาตรวจด้วยอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอกันมาก ซึ่งค่อนข้างจะแก้ไขยากเพระเป็นพฤติกรรมที่สั่งสมกันมาตั้งแต่เด็ก จะเห็นเด็กตัวเล็กๆเข็นรถไปตักน้ำมาใช้ บางบ้านจะมีบ่อหล่อไว้ใช้เหมือนกันกับชนบทของไทย ส่วนผู้ชายข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นว่าทำงานอะไร แต่จะเลี้ยงไก่ชน พอถึงช่วงบ่ายก็จะเริ่มอุ้มไก่ไปตีกันตามจุดต่างๆ เปรียบเทียบกับชาวเขาบ้านเรา ที่ผู้หญิงทำงาน ผู้ชายสูบฝิ่น ในวันอาทิตย์จะเห็นประชาชนแต่งตัวสวยงามเพื่อไปเข้าโบสถ์เนื่องจากนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก ภายหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 30 สค.44 ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว คงต้องมีการพัฒนาคนและปรับปรุงสภาพแวดล้อม สำนักงาน อาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆมากมาย ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ติมอร์ตะวันออกจะเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา ทะเล ซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่ มีระบบนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิตที่ดี มีปะการังที่สวยงามไม่แพ้ทะเลที่ภาคใต้ของไทย อย่างไรก็ตามพวกเราทหารไทยทุกคนขอเอาใจช่วยให้ติมอร์ตะวันออกเป็นเอกราช สามารถปกครองตนเอง มีรัฐบาลที่จะนำประเทศชาติสู่ความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

*********************************************************

พ.ต.หญิง พรรณี ปานเทวัญ

 

กลับหน้าแรก