ตราไปรษณียากรชุดปลากัด
     
จากวลีที่ว่า "มองหน้าก็ท้อง" คงเป็นที่คุ้นหูกันดีสำหรับคนไทยว่า หมายถึง ปลากัด หรือถ้าพูดถึง Siamese fighting fish ชาวต่างชาติต่างร้องอ๋อ ว่านั้นคือ ปลากัดไทย นั่นเอง เนื่องจากในปัจจุบันนี้ประเทศไทย เป็นแหล่งกำเนิดปลากัดไทยที่สวยงามและสามารถส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และเพื่อให้ชื่อเสียงของปลากัดไทยได้ขจรขจายไปไกล ทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงได้สร้างตราไปรษณียากรชุดปลากัดขึ้น โดยจะเริ่มออกจำหน่ายในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ออกแบบโดย นายอุดร นิยมธรรม สำหรับภาพปลากัดที่ปรากฏบนดวงแสตมป์นั้นเป็นปลากัดไทยที่ได้พัฒนาสายพันธุ์จนได้รูปร่างและสีสันที่สวยสดงดงามกว่าในอดีตมาก มีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ดังนี้
     1. ปลากัดใต้ (ราคา 3 บาท) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Betta imbellis"
     2. ปลากัดไทยหางสั้น (ราคา 3 บาท) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Betta splendens"
     3. ปลากัดไทยหางมงกุฎ (ราคา 4 บาท) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Betta splendens"
     4. ปลากัดไทยหางแฟนซี (ราคา 15 บาท) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Betta splendens"
     ปลากัด (มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens Regan) หรือเรียกว่า "fighting - fish"
     เป็นปลาน้ำจืด รูปร่างคล้ายปลากริม ตัวยาวประมาณ 5 - 6 ซ.ม. ลำตัวเรียวยาวข้างแบนเล็กน้อย ปากกว้าง จะงอยปากแหลม ครีบหลังอยู่ค่อนมาทางด้านท้ายลำตัว ฐานครีบหลังสั้น หางมีขนาดโตเป็นรูปกลมมน ครีบก้นเรียวแหลมเหยีดไปทางหาง ส่วนครีบท้องหรือตะเกียบเรียวแหลมเล็กอยู่ทางด้านใต้ของส่วนคอ
     ปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมจะมีลักษณะครีบและหางสั้น ลำตัวมีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว ต่อมามีการพัฒนาสายพันธุ์ทำให้ในปัจจุบันมีปลากัดสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น และมีสีสันที่สดใสสวยงามกว่าปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วัตถุประสงค์ในการเพาะเลี้ยงปลากัดนอกเหนือจากเลี้ยงไว้เพื่อเป็นกีฬากัดปลาแล้ว ยังเพื่อดูเล่นเพื่อความสวยงามอีกด้วย
      นอกจากความสวยงามของปลากัดที่เป็นสิ่งดึงดูดให้มีผู้นิยมเพาะเลี้ยงกันแล้ว ปลากัดยังเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และขยายพันธุ์ง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มหัดเลี้ยง หรือผู้มีเวลาเอาใจใส่ไม่มากนัก ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย เพราะมีอวัยวะช่วยหายใจพิเศษที่เรียกว่า "Labyrinth" ที่ดึงออกซิเจนในอากาศออกมาได้ ปลากัดมีอายุเฉลี่ย 2 ปี หรือน้อยกว่า ในธรรมชาติพบทั่วไปในบริเวณน้ำนิ่ง หรือน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ
     ในปัจจุบันปลากัดมีหลายชนิด ดังนี้
     1. ปลากัดลูกทุ่ง หรือลูกป่า อาศัยอยู่ตามห้วย หนอง บึง ทั่วไป ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนหรือค่อนข้างดำ ปลาชนิดนี้มีความว่องไวแต่กัดไม่ทน
     2. ปลากัดหม้อ หรือลูกหม้อ เป็นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมาก พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลากัดลูกทุ่ง นำมาฝึกเลี้ยงให้ต่อสู้และอดทนจนเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ปลากัดหม้อตัวจะใหญ่อดทน และมีสีสันสวยงามกว่าปลากัดลูกทุ่ง
     3. ปลากัดสังกะสี เกิดจากการนำปลากัดหม้อมาผสมกับปลากัดลูกทุ่ง
     4. ปลาซ้ำสาม เป็นปลาลูกผสมชั้นที่ 3 ระหว่างปลากัดสังกะสีกับปลากัดลูกทุ่ง ปลาชนิดนี้กัดเก่งกว่าปลากัดหม้อ
     5. ปลากัดลูกผสม เป็นปลากัดพันธุ์ทางชั้นที่ 4 ระหว่างปลากัดซ้ำสามกับปลากัดลูกทุ่ง
     6. ปลากัดจีน เกิดจากการผสมเทียมเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมา มีลักษณะมีสีสันฉูดฉาด สวยงาม ครีบและตะเกียบยาวมาก นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม
     ปลากัดเป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงกันมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงได้มีการนำคำศัพท์เกี่ยวกับปลากัดและการกัดปลามาประยุกต์ใช้เป็นภาษาพูดติดปากกันในปัจจุบันนี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
     - ก่อหวอด หมายถึง การพ่นน้ำที่ผสมกับน้ำลายหรือน้ำเมือกในปากจนเป็นฟองเกาะกันของปลากัดตัวผู้ เพื่อเตรียมผสมพันธุ์ สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง การเริ่มต้น หรือเริ่มก่อสร้างตัว หรือคิดก่อการมิดีมิร้ายขึ้น
     - คร่ำหวอด หมายถึง ปลากัดตัวผู้ที่ผ่านการก่อหวอดมาหลายครั้ง โดยเฉพาะปลาที่ต่อสู้ชนะคู่ต่อสู้มันก็จะก่อหวอดขึ้นเพื่อประกาศความมีชัยของมันในระยะต่อมาทันที สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง เชี่ยวชาญ หรือชำนาญ
     - ลูกหม้อ หมายถึง ปลากัดชนิดที่เกิดจากการคัดพันธุ์ โดยผสมพันธุ์กันหลายชั้นจนเป็นปลาชั้นดีที่สุด สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง ข้าราชการตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ทำงานมานานและรู้งานดี
      - ลูกทุ่ง หมายถึง ปลาชนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ หรือตามทุ่ง สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง ชาวชนบทที่มีความเป็นอยู่และมีขนบธรรมเนียมอย่างชาวชนบท
     - ลูกไล่ หมายถึง ปลากัดที่แพ้แล้ว ซึ่งจะนำมาให้ปลากัดที่เลี้ยงไว้ไล่หรือซ้อมกำลัง สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง คนที่ถูกผู้อื่นข่มเหงเล่นตามใจชอบ
     - ซ้ำสาม หมายถึง ปลากัดลูกผสมระหว่างปลาสังกะสีกับปลาลูกทุ่ง สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง คนเลวต่ำช้า หรือมีเชื้อสายต่ำ
     - ถอดสี หมายถึง กิริยาอาการของปลากัดตัวผู้แสดงอาการบอกลางแพ้ สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง ครั่นคร้ามเกรงกลัว

     - พอง หมายถึง กิริยาของปลากัดที่คลี่ครีบและหางออกตั้งท่าทางพร้อมที่จะกัด สำนวนที่ใช้พูดกัน หมายถึง อวดเบ่งจองหอง
     เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ "การกัดปลา"
     กลโกง :
     การกัดปลาถือเป็นการพนันประเภทหนึ่ง ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นในเรื่องการโกงเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามกับตนเองเสียเปรียบและก็พ่ายแพ้ไป สำหรับกลโกงต่างๆ ที่นักเลงปลากัดต้องพึงระวังไว้ได้แก่ การลอบวางยาฝ่ายตรงข้ามโดยใช้ยางไม้ชนิดหนึ่งใส่ลงไปในขวดโหลของปลา พิษจากยางไม้จะทำให้ปลาตัวนั้นมีอาการมึนงง คอแข็ง ตาฟาง หรือบางรายอาจลงทุนจ้างให้คนไปหิ้วปลาของฝ่ายตรงข้ามแล้วแกล้งแกว่งขวดโหล หรือหมุนไปมาทำให้ปลาเวียนหัวเพื่อเป็นการตัดกำลัง ฉะนั้นเพื่อเป็นการกั้นไว้ดีกว่าแก้ นักเลงปลากัดจะคอยระวังมิให้ผู้ต่อสู้ หรือคนอื่นเข้าใกล้ปลาของตนเป็นอันขาด
     การตัดสิน :
     ในการกัดปลาบางคู่ที่กัดกันนานหลายชั่วโมงกินเวลาเป็นวันก็ไม่สามารถรู้ผลแพ้ชนะกัน หรือไม่นั้นก็อาจจะหมดแรงแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมหนีกัน แต่กับลงนอนอยู่ก้นขวดโหล ถ้าหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นแล้ว ก็จะนำปลาตัวใหม่ใส่ลงในขวดโหล ถ้าตัวไหนว่ายหนีก็ถือว่าตัวนั้นเป็นฝ่ายแพ้ แต่ถ้าตัวใดฮึดสู้ก็ถือว่าชนะ แต่ถ้าทั้งคู่ไม่ยอมหนีก็ถือว่าเสมอ หรือไม่นั้นก็เอามาแข่งขันกันวันใหม่

ที่มาข้อมูล  1. หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย เล่ม 1
 2. หนังสือประมงธุรกิจ ปีที่ 1 ฉบับที่ 5
ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2543
 3. เอกสารการเพาะพันธุ์ปลากัด ของกรมประมง
ข้อมูลจาก  วารสารตราไปรษณียากร ปีที่ 32 ฉบับที่ 10
ประจำเดือนพฤษภาคม 2545 หน้าที่ 22 - 23
หัวข้อ หมายเหตุแสตมป์ไทย โดย "แว่นขยาย"
ชุดที่ 686 ชุดที่ 688