สายโคเอกเชียลแถบฐาน (Baseband Coaxial Cable)

สายโคแอกเชียลหรือเรียกสั้น ๆ ว่าสายโคแอก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ ชนิด 50 โอห์ม สำหรับการส่งข้อมูลดิจิตอล และขนาด 75 โอหม์ สำหรับการส่ง ข้อมูลอนาล็อก

สายโคแอกจะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลางหุ้มด้วยฉนวนพลาสติก 1 ชิ้น แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชิ้นหนึ่งด้วยฉนวน

โครงสร้างของสายโคแอก สามารถทำให้ส่งข้อมูลมีความเร็วได้ถึง 10 Mbps ในระยะทาง ขนาด 1 Km แต่ถ้าระยะทางสั้นกว่านั้นก็จะสามารถส่งได้เร็วขึ้น สายโคแอกมีการใช้กันมากในระบบ LAN (local Area Network) และระบบส่งข้อมูลระยะทางไกล (long distancr transmission) ภายในระบบโทรศัพท์

วิธีการต่อสายโคแอกสามารถทำได้ 2 แบบคือใช้จีจังชั่น (T-junction) และแวมไพร์แทป (vampire tap) วิธีจังชั่นก็คือตัดสายออกใส่คอนเนคเตอร์ชนิด BNC ที่ปลายสายแล้วนำมาสวมกับทีจังชั่นนำสัญญาณไปใช้ทางด้านที่สาม แต่ถ้าใช้แวมไพร์แทปจะไม่ต้องตัดสายเพียงแต่เจาะรูที่ตรงกลางสายและใส่คอนเนคเตอร์แบบพิเศษเรียกว่าแวมไพร์แทปเข้าไป ซึ่งก็จะทำหน้าที่คล้าย ๆ ทีจังชั่นนั้นเอง แต่ว่าไม่ต้องตัดสายออกเป็นสองเส้น

ข้อดีของการใช้แวมไพร์แทปก็คือสามารถทำได้โดยไม่ต้องตัดสายทำให้ไม่เกิดการรบกวนเน็ทเวอร์คที่กำลังใช้งานอยู่แต่มีข้อเสียคือถ้าเจาะรูไม่ดีเช่นลึกเกินไป ก็จะอาจจะให้ในสายขายได้ แต่ถ้าเจาะตื้นเกินไปก็จะต่อสัญญาณไม่ถึง สายที่ใช้สำหรับแวมไพร์แทปจะมีราคาสูงกว่าสายที่ใช้ต่อทีจังชั่น

การส่งข้อมูลภายในสายโคแอกมีทั้งวิธีส่งแบบไบนารี่ตรง ๆ และข้ารหัสแบบแมนเชสเตอร์ (manchester encoding) วิธีส่งแบบไบนารี่ตรง ๆ จะทำให้ปลายทางไม่สามารถรู้ได้ว่าบิทจะเริ่มและหยุดตรงจุดใด แต่วิธีเข้ารหัสแบบแทนเชสเตอร์จะใช้พัลส์ 1 และ 0 แทนเลข 0 ทำให้ปลายทางสามารถเริ่มรับบิทพร้อมกับที่ต้นทาง (synchronization) ได้ง่าย แต่มีข้อเสียก็คือเสียแถบกว้างความถี่ (bandwidth) มากกว่าแบบไบนารี่ธรรมดา เท่าตัว

วิธีการที่ปรับปรุงจากการเข้ารหัสแมนเชสเตอร์ให้ดีขึ้นก็คือ วิธีเข้ารหัสแมนเชสเตอร์ชนิดแตกต่าง (differential manchester encoding) ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงระดับของสัญญาณตอนต้นถ้าหากว่าบิทข้อมูลเป็น 1 แต่จะเปลี่ยนสัญญาณตอนเริ่มต้นถ้าหากว่าบิทข้อมูลเป็น 0 อย่างไรก็ตามทั้งบิท 1 และ 0 ก็ยังคงมีการเปลี่ยนระดับสัญญาณตรงช่วงกลางเหมือนเดิม เพื่อให้ง่ายต่อการซิงโครไนซ์เช่นกัน อย่างไรก็ตามการเข้ารหัสชนิดแตกต่างนั้นต้องการอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนมากกว่า แต่ก็ให้ความสามารถในการต่อต้านสัญญาณรบกวนได้ดี