การใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย

Visual (Video) Display Terminals (VDTs) หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการจัดการประมวลผล และแสดงข้อมูลต่าง ๆ อันประกอบไปด้วย 4 หลักคือ จอคอมพิวเตอร์ (display) แป้นพิมพ์ (keyboard) ตลับไฟฟ้า (electronic circuit) และแหล่งป้อนกระแสไฟฟ้า (powper supply) นอกจากนี้อาจรวมอุปกรณ์ นำเข้าข้อมูล (input) อื่น ๆ เช่น mouse หรือ pointing device และอุปกรณ์นำออกข้อมูล (output) เช่น เครื่องพิมพ์ (printer) หรือ เสียง response ต่าง ๆ ที่ดังออกมาดีกด้วย ทั้งนี้ VDTs อาจเป็นคอมพิวเตอร์ระบบใหญ่หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็ได้

ตัวอย่างงานที่เกี่ยวข้องกับ VDTs ได้แก่ งานป้อนข้อมูล (data entry) งานต่อสายโทรศัพท์ (operator) งานในห้องควบคุม งานหนังสือพิมพ์ งานเขียนโปรแกรม (programming) และงานออกแบบหรือควบคุมการผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ Computer aided design and manufacturing, CAD/CAM ฯลฯ ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจัดเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญในการทำงานของบุคคล ส่วนใหญ่อีกด้วย

การศึกษาวิจัยทางด้าน VDTs เป็นการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ เป็นระยะเวลานาน ๆ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับปัญหาทางด้านความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ที่หัวไหล่ ข้อมือ หลัง และเอว ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นสนใจทางด้านปัญหาสายตา สำหรับบ้านเราจัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นจึงยังไม่มีอะไรเด่นชัดอย่างไร ก็ตามปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้คือ

ผลกระทบของ VDTs ต่อร่างกาย

การศึกษาวิจัยทางด้าน VDTs เป็นการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยจากการ ทำงานกับคอมพิวเตอร์ระยะเวลานาน ๆ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับปัญหาทางด้านความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ที่หัวไหล่ ข้อมือ หลัง และเอว ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นสนใจทางด้านปัญหาต่อสายตา สำหรับบ้านเราจัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นจึงยังไม่มีอะไร เด่นชัดอย่างไรก็ตามปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้คือ

1.การแผ่รังสี (Radiation)จากคอมพิวเตอร์
2.ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal)
3.ความล้าตา (Visul fatigue หรือ Visual stain/asthenopia)
4.ความเครียดจากการทำงาน

1.การแผ่รังสี (Radiation) จากคอมพิวเตอร์

โอกาสที่รังสีที่ความถี่ต่าง ๆ ต่อไปนี้อาจถูกปล่อยออกมาได้คือ รังสีที่ ความถี่วิทยุ (Radio frequency radiation, จากหน่วย Hz ถึง 109Hz) มีกำเนิดมาจากอุปกรณ์และวงจรไฟฟ้าแต่แผ่รังสีออกมาในปริมาณ น้อยมาก และจะอยู่บริเวณใกล้เคียงแหล่งกำเนิดเท่านั้น รังสีที่ความไมโครเวฟ (Microwave radiation, 109 Hz ถึง 311Hzยังไม่ทราบแหล่ง กำเนิดที่แน่นอน สำหรับรังสีอินฟาเรด (Infrared radiation, 1011 HZ ถึง 4x10 4Hz) รังสีเหนือม่วง (Untraviolet radiation, 8x1011 Hz ถึง 3x10 17Hz) รังสีเอ็กซ์ (X-radiation) นั้นเป็นผลพลอยได้จากการที่ phosphor ถูกกระตุ้นโดยลำอิเล็คตรอน แล้วเปล่งรังสีที่ความถี่ต่าง ๆ phosphor คือสาร เปล่งแสงที่เคลือบอยู่ด้านในของจอคอมพิวเตอร์ เป็นสารประกอบคริสตัลพวกซับไฟด์ หรือ ฟลูโอไรค์ และจะเปล่งแสงเมื่อถูกกระตุ้นโดยลำ อิเล็คตรอนออกมา ซึ่งก็รวมถึงช่วงความถี่ของแสงที่เราต้องการและสามารถมองเห็นได้จากจอคอมพิวเตอร์ด้วย (นี่คือเทคโนโลยีการผลิต คอมพิวเตอร์ประเภท CRT หรือ Cathode Ray Tube ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับจอโทรทัศน์ โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงประมาณ 12 - 15 กิโลโวลท์ ในการยิงลำอิเล็คตรอนจากหลอดภาพ CRT และ SCAN ไปทั่วจอเพื่อกระตุ้นก็จะเปล่งแสงสว่างออกมาเกิดเป็นภาพหรือตัวหนังสือ ตามที่เราต้องการ บนจอคอมพิวเตอร์)

สำหรับคอมพิวเตอร์ note book หรือ lap top ซึ่งเป็นชื่อที่บริษัทผู้ผลิตตั้งไว้ เข้าข่ายประเภท Flat Panel Display (FPD) ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปคือ Liquid Crystal Display (LCD) รองลงมาคือ Plasma Display Panel (PDP) ซึ่งจะเห็นจอเป็นสีส้ม ๆ นอกจากนี้ก็ยังมี Electroluminescent Display (ELD) และ Vacuum Fluorescent Display (VFD) ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าพัฒนา ปัญหาที่น่าจะมีร่วมกับ CRT ก็คือ คลื่นแม่เหล็กและไฟฟ้าในช่วงความถี่ต่ำมาก ๆ คือ 10-30 kHz ซึ่งเกิดจากอุปกรณ์และวงจรไฟฟ้านั่นเอง

ปัจจุบันนี้คุณภาพของจอ LCD ได้รับการพัฒนาให้ดีใกล้เคียงกับ CRT มากจนมหาวิทยาลัยและบริษัท หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นหันมาใช้ LCD กันมากขึ้นเนื่องจากมีขนาดเล็กและบาง จึงประหยัดเนื้อที่ในการจัดตั้ง และเป็นที่น่ายินดีที่จอ PDP ก็ได้รับการพัฒนาจน สำเร็จเป็นจอทีวีติดกำแพงได้แล้ว อย่งไรก็ตามคอมพิวเตอร์ประเภท note book ก็ยังมีปัญหาในแง่ของแสงสะท้อนที่จอจากวัตถุอื่นมาเข้าตา (เช่น เราสามารถ มองเห็นหน้าตัวเองได้จากจอภาพ เป็นสาเหตุให้ตาเมื่อยล้าได้ง่าย) และปัญหามุมในการมองที่ถูกจำกัดให้อยู่ในมุมตั้งฉาก(และใกล้เคียง)กับจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ต่อไปเป็นคำถามที่ทุกคนสงสัยกันมากว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์นั้นมีโอกาสแท้ง หรือเกิดความผิดปกติในครรภ์ได้จริงหรือไม่ เมื่อได้อ่านหัวข้อเรื่อง การแผ่รังสีจากคอมพิวเตอร์แล้ว ดูน่าเป็นห่วงต่อสุขภาพมาก แต่อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานรายงานสาเหตุการแท้งเนื่องจากงานคอมพิวเตอร์เลยและจาก การวัดสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าบริเวณรอบ ๆ คอมพิวเตอร์ ในรายงานส่วนใหญ่ก็ไม่พบว่าเกินคำแนะนำ (guidelines) ที่ระบุไว้ หรือไม่เกินค่า background ที่มีอยู่แล้ว ในบรรยากาศซึ่งเกิดจากเครื่องไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ เช่น โทรทัศน์ พัดลม เครื่องเป่าผม ฯลฯ นอกจากนี้ผลการวัดส่วนใหญ่ก็ยังบอกอีกว่า บริเวณด้านหลังและด้านข้างของเครื่อง คอมพิวเตอร์ จะพบค่าได้สูงกว่าบริเวณด้านหน้าของจอภาพ

จากรายงานทางระบาดวิทยาบางฉบับ พบอัตราการแท้งในกลุ่มผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์สูงกว่าในกลุ่มที่ไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าสาเหตุคือรังสีจากคอมพิวเตอร์ ผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก ความเครียดในการทำงาน หรือท่าทางการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลา นาน ๆ มากกว่าซึ่งเป็นสาเหตุให้การไหลเวียนของโลหิตเป็นไปได้ไม่ดีเหมือนการได้เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง เช่น นั่งและยืนสลับกันขณะทำงาน

อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยลดการสัมผัสกับรังสีดังกล่าว ผลิตภัณฑ์บางอย่างก็ได้รับการคิดค้นขึ้นมาอันได้แก่ แผ่นกรองแสง (filter) หลากชนิดที่ผลิตขึ้นจากโพลีเอสเทอร์ทองแดง และ โลหะอื่น ๆ เมื่อนำมาติดไว้หน้าจอก็จะกันได้ทั้งรังสีที่ความถี่ต่าง ๆ และยังช่วยตัดแสงสะท้อนเข้าตาได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีผ้ากันรังสี (OA aporn) ลักษณะเหมือนผ้ากันเปื้อนทั่วไป ไว้สำหรับคุณสุภาพสตรีใส่ขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ผ้ากันรังสีนี้ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเทอร์ ทองแดง และนิเกิล สามารถกันคลื่นแม่เหล็กและไฟฟ้าที่จะทะลุผ่านเข้าร่างกายได้ สำหรับสุภาพบุรุษก็ใช้ได้เช่นกัน

ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็คือ สุขภาพจิตที่ดีของผู้ใช้คอมพิวเตอร์นั่นเองกล่าวคือ ช่วยลดความกังวลที่เป็นสาเหตุหนึ่งของความเครียดจากการทำงาน

ปัญหาอีกตัวหนึ่งที่พบเนื่องมาจากสาเหตุนี้ก็คือ ความไวต่อสนาม แม่เหล็กและไฟฟ้าซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล พบได้ 2 อาการใหญ่ ๆ คือ ผื่นตามผิวหนังหรือความรู้สึกร้อนใต้ผิวหนัง และปัญหาทางด้านประสาทวิทยา เช่น คลื่นเหียน วิงเวียน และ ความไวต่อแสงสว่าง

2.ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ(Musculoskeletal disorders)

สาเหตุเนื่องมาจากการจัดสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น ความสูงของจอคอมพิวเตอร์ เก้าอี้ และแป้นพิมพ์ ไม่เหมาะกับขนาดร่างกายของผู้ใช้ ทำให้ท่าทางการทำงานไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ระยะเวลาในการทำงานก็เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหานี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การกด แป้นพิมพ์เป็นเวลานาน ๆ ในงานป้อนข้อมูลด้วยลักษณะท่าทางของข้อมือที่ไม่เป็นธรรมชาติ มีผลให้เกิดปัญหาของข้อมือ คือปวดหรือบวมได้ เรียก Carpal Turnnel Syndrome (CTS) มีสาเหตุ มาจากเส้นใยประสาทที่ข้อมือบริเวณ carpal tunnel ถูกกดหรือกระตุ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือการนั่งในท่าที่เหมาะแต่ด้วยระยะเวลานาน ๆ โดยไม่มีการ สับเปลี่ยนท่าทางบ้าง ก็ถือว่าไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี เกิดปัญหาการหมุนเวียนโลหิตไม่สะดวก ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือความล้า (fatigue) โดยเฉพาะช่วงใหล่ หลัง หรือเอวได้

ปัญหานี้แก้ได้โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะต้องปรับระดับความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ และแป้นพิมพ์ ให้พอเหมาะกับตนเองโดยให้อยู่ใน ระดับที่สบายที่สุด และควรให้ความสูงของจอภาพอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตา ควรนั่งในท่าที่เหมาะสมคือนั่งลึกให้เต็มเก้าอี้ หลังพิงพนักพิงนอกจากนี้ควรหยุดพักการทำงานเป็นระยะ เช่น 10 นาที ทุก ๆ ชั่วโมง หรือสับเปลี่ยนไปทำงานอื่นบ้าง ระหว่างพักควรได้ทำกายบริหารบ้าง ตามความสะดวก และตามข้อแนะนำโดยทั่วไปให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น แต่ถ้าหลีกเลี่ยง ไม่ได้ก็ควรต้องพักอย่างสม่ำเสมอ

3. ความล้าของตา (Visual fatigue หรือ Visual strain/asthenopia)

งาน VDTs เป็นงานที่ต้องใช้สายตามากในการมองส่วนต่าง ๆ 3 ส่วนหลักคือ จอคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ และเอกสารต่าง ๆ ปัญหาความล้าของตาจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพ่งมองที่จอภาพเป็นเวลานาน ๆ หรือตลอดทั้งวันเป็นสาเหตุหลักของความล้าของตาเนื่องจาก จอภาพเป็นแหล่งของแสงสว่างโดยตรงที่ตาต้องมองอยู่ตลอดเวลานอกจากนี้ การจัดแสงสว่างที่ไม่เหมาะสมรวมไปถึงปัญหาของแสงจ้าที่สะท้อนไป ที่จอภาพแล้วมาเข้าตาเราย่อมทำให้เกิดตาล้ามามากขึ้นไปอีก

สำหรับหลักง่าย ๆ ในการจัดแสงสว่างก็คือ ให้แสงสว่างของวัตถุที่เราต้องมองขณะทำงานมีความสว่างพอ ๆ กันไม่ว่าจะเป็น่จอภาพ แป้นพิมพ์ หรือเอกสารต่าง ๆ แสงสว่างใน ห้องทำงานควรอยู่ระหว่าง 500-700 lux และจอคอมพิวเตอร์ต้องไม่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถสะท้อนหลอดไฟหรือแหล่งแสงสว่างอื่น ๆ เข้าตาเราได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาแสงจ้า อาจใช้แผ่นกรอง แสง (filter) ติดที่หน้าจอเพื่อลดปัญหาแสงจ้า

นอกจากนี้ระยะห่างจากตาถึงวัตถุที่ต้องมองทั้ง 3 ส่วน ควรจัดให้เท่ากัน เพื่อลดการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตา (ciliary muscle) ที่จะต้องปรับรับโฟกัส ภาพขณะที่มองวัตถุในระยะห่างต่าง ๆ กัน

4. ความเครียดจากการทำงาน

เนื่องจากงานที่เกี่ยวข้องกับ VDTs จัดเป็นงานซ้ำซากจำเจ (monotonous work) อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุของความ เครียดจากการทำงาน เช่น งานป้อนข้อมูล หรืองานต่อโทรศัพท์และยังเป็นงานหนักทางสมอง (mental workload) อีกด้วย เช่นงานเขียนโปรแกรม หรืองาน CAD/CAM เป็นต้น งานดังกล่าวนี้มักจะต้องใช้ระยะ เวลาในการทำงานนานโดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดความเครียดของทั้งกล้ามเนื้อ และจิตใจได้

วิธีป้องกันทำได้โดยการ หยุดพักงานเป็นระยะหรือสลับหมุนเวียนกับงานอื่นตามความเหมาะสม การใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไป ควรได้มีการพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา และรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ ก็จะช่วยลดปัญหาความเครียดได้

และที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงสรุปคร่าว ๆ ของปัญหาสุขภาพอนามัยจากการทำงานกับ VDTs เพื่อผู้ใช้จะเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดความสบายใจและสนุกกับาการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับการพัฒนา เทคโนโลยีไปอย่างรวดเร็วมาก เมื่อมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อปัญหาที่จะเกิด และรู้จักวิธีป้องกันที่ดีพอแล้วปฏิบัติตามอย่างเหมาะสมปัญหาก็ย่อมไม่เกิดขึ้น ผลที่ได้รับก็คือ ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีนั่นเอง


ที่มา : เอกสารประกอบการบรรยาย "การใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย"
โดย ดร. สสิธร เทพตระการพร กองอาชีวอนามัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข